สู่การเรียน 3 เดือนของบอ.(ตอนจบ)

การเรียนในช่วง 3 เดือนของการเป็นบอ. ในหลักสูตรนี้ มันแตกต่างจากหลักสูตร ทั่วไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนป. ตรี ป. โท คือหลักสูตรการเรียนบอ ถึงแม้ว่าทางวิทยาลัยฯ จะมีรูปแบบหน่วยกิตและรายวิชาต่างๆ ให้เรียนจนครบตามจำนวนไปแล้วก็ตาม แต่ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ บอ. สามารถเสนอการเรียนรู้เพิ่มเติมได้ในสิงที่เห็นว่า สำคัญ และ เป็นประโยชน์ต่อ บอ. ที่จะนำไปใช้ในพื้นที่จริงได้  ทางวิทยาลัยฯ ก็จะค้นคว้าหามาให้  ชึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีมากที่จะทำให้บอ. มีความรู้เต็มที่และยังมีความต่างอีกคือ การเรียนบอ. เป็นการ เรียนในโรงเรียน กินนอนก็ว่าได้ ในตึกเดียวกัน จะประกอบมีทั้งห้องเรียน และ ที่พัก อาคารวิทยาลัยฯ เป็นตึก 2 ชั้น ชั้นบน จะเป็นที่พักของเหล่านักศึกษา ซึ่งแยกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือนักศึกษาหญิงและอีกส่วนคือนักศึกษาชาย ในตึกก็จะมีห้องสมุด ของวิทยาลัยฯ ที่เต็มไปด้วย แหล่งความรู้ ที่สะสม มาหลายรุ่นของนักศึกษานับจากรุ่นที่ 1 จนถึงรุ่นปัจจุบัน และ มีห้องน้ำหญิง-ชาย

ส่วนชั้นล่าง ก็จะมีส่วนเจ้าหน้าที่หรือห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ ครูอาจารย์ และ ก็จะมีห้องเรียน มีห้องน้ำมีห้องประชุม ผมบอกได้เลยว่า มันสะดวกสำหรับนักศึกษาคนที่ตื่นสายจริงๆ แต่คุณอย่าเพิ่งดีใจ คือการเรียนหลักสูตรบอ. ก่อนคุณจะเข้าสู่การเรียนช่วง 3 เดือน ก็จะมีการปรับ การสร้างกฎระเบียบการอยู่ร่วมกันของบอ. ทุกรุ่นตามรูปแบบกำหนดของแต่ละรุ่นที่แตกต่างกันไป นี่ล่ะครับ คือความแตกต่างที่ผมอยากจะชี้ให้เห็น ว่าถ้าเราเรียนระดับปตรี เราก็จะมีที่พักที่เป็นตึกสูงหรือเป็นห้องเช่าอะไรก็แล้วแต่ ที่มีความเป็นส่วนตัวสูงที่สุด หรืออาจจะมีเพื่อนร่วมห้อง 2 หรือ 3 แล้วแต่ความสะดวก ของแต่ละบุคคลกันไป และการใช้ชีวิตก็ขึ้นกับตัวเองเป็นคนกำหนดกรอบเวลาในแต่ละวัน

ซึ่งโดยปกติ ที่เราเคยทำ หรือ เคยเห็นผ่านมา ของการเรียนป.ตรี ก็อาจจะ ตื่นเช้าไปโรงเรียน เข้าห้องเรียน เรียนจบ กินข้าวเวลาว่างเดินเที่ยวพักผ่อนกลับห้องตื่นเช้าไปเรียน ทำแบบนี้เป็นประจำ นั่นคือรูปแบบที่คล้ายๆกันของการใช้ชีวิตระดับป.ตรี ซึ่งมันสบาย

ผมต้องขอชื่นชมเจ้าหน้า พี่เลี้ยงบอ. ทุกท่านของมหาวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วยอึ้งภากรณ์ นั่นก็คือ ครูอาจารย์ ทุกๆท่านเช่นกัน ที่ได้ให้ ความรู้ หรือ การดำรงชีวิตบอ. คร่าวๆ ในช่วงเริ่มต้นให้กับบอ. รุ่น 48 ก็คือรุ่นที่ผมเรียน ในอาทิตย์แรก ของการเข้าสู่ การเรียนทฤษฎีในช่วง 3 เดือน เจ้าหน้าที่ หรือพี่เลี้ยงของบอ. จะทำหน้าที่เป็นวิทยากร หรือ จัดกระบวนการ เพื่อสร้างสานความสัมพันธ์ให้บอ.เกิดความสนิทสนม มีความคุ้นเคย และ เข้าหากันได้ดีขึ้น หรือ พูดอีกอย่างคือการทำกระบวนการละลายพฤติกรรม ซึ่งเป้าหมายของการทำในกระบวนการนี้ คือการช่วย ให้กลุ่มนักศึกษาชาวบอ. เปิดใจที่จะเรียนรู้ รู้จัก พูดคุย สร้างให้เกิดคุ้นเคยซึ่งกันและกัน แต่สิ่งที่ผมเห็นในกลุ่มกิจกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกิจกรรม การเรียนรู้การรับฟัง การสื่อสาร การเข้าใจคนอื่น การต้องมีสติอยู่เสมอ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาก ที่ผมประทับใจ ผลของกิจกรรม ได้แฝงเนื้อหาไว้ ถ้าเราทำด้วยความสนุกเราก็จะได้แค่นั้น แต่ถ้าเราทำแล้วสนุกพร้อมทบทวนเราจะรับรู้ได้ว่า  แต่ละกิจกรรมสอนให้รู้ถึงการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันดียังไง จนผมได้ไปลงพื้นที่ใน 7 เดือน ผมมาอ่านเอกสารและนั่งคิดทบทวนการเรียนที่ผ่านมาแล้วก็เข้าใจว่าในทุกกิจกรรม ที่วิทยาลัยได้สร้างขึ้นให้กับ บอ. มันมีความหมาย มีความสำคัญอยู่เสมอ ทำให้บอ. ได้สัมผัส ได้ปฏิบัติ ได้ทำจริง ได้รู้จริง ได้เห็นจริง เผื่อเวลาการลงพื้นที่ 7 เดือน จะได้เกิดมีความคุ้นเคย ไม่กลัวและสามารถปรับตัวในการดำรงชีวิตร่วมกับชุมชนได้ ซึ่งมัน Perfect มากสำหรับผม เพราะที่ผมเรียนมาตั้งแต่ระดับมัธยมถึงระดับป.ตรีผมยังไม่เคย ได้สัมผัส กับรูปแบบการสอน ที่ดีมากแบบนี้ ผมขอพูดอย่างเต็มปาก และชื่นชมหลักสูตรนี้ และไม่ใช่เพราะว่าผมจบมาแล้วถึงกล้าพูด แต่ผมอยากจะบอกว่า ผมกล้าพูดได้เสมอ ไม่ว่าสถานะผม จะอยู่จุดไหน นี่คือหลักสูตรที่ดี และผมก็เคยถามเพื่อนๆ ผมที่สนิทกัน ว่าในนามตัวเขาเป็นคนไทยที่อาจจะได้เรียนรู้ หรือสัมผัสกิจกรรมเหล่านี้บ่อยๆ มากกว่าผมเขารู้สึกยังไงกับหลักสูตรการเรียนบอ. เขาตอบผมได้ไวมาก และชัดเจนทุกถ้อยคำ เหมือนกับความรู้สึกว่า ดีมากหลักสูตรนี้ ผมชอบ ไม่เพียงแค่สอนให้เราเข้าใจในการเรียน แต่สอนให้เราเข้าใจตัวเราเอง และ เข้าใจคนอื่น มันดีจริงๆ เขาพูดแค่นี้ ผมก็เข้าใจ เพราะเราผ่านการเรียนมาด้วยกัน นี่นะครับหลักสูตร การเรียนบอ.

จากอาทิตย์แรก ที่มีการจัดทำกิจกรรม ละลายพฤติกรรม แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ ก็จะทำเป็นผู้ช่วย ในการจัดแบ่งกลุ่ม หมวดหมู่ เพื่อทำหน้าที่ในแต่ละวัน หรือ พูดอีกอย่างคือการ จัดหน่วยบริหารจัดการ ดูแลทั้งนักศึกษาด้วยกันและสภาพแวดล้อมของวิทยาลัยฯ ที่ต้องดูแลนอกจากการช่วยจัดเวรทำงานแต่ละวันแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็ยังได้ช่วยให้คำแนะนำในการสร้างกฎระเบียบการอยู่ร่วมกันของกลุ่มบอ.เช่น การเข้าออกวิทยาลัยฯ ต้องเข้าออกเวลาไหน การลาพักการลาป่วย การลากิจต่างๆ ซึ่งเราบอ. จะเป็นคนกำหนดร่วมกัน ในแต่ละวัน จะมีการวางแผนแบบละเอียด มีทั้งการทำอาหาร โดยการทำอาหาร จะมีอาหารเช้า กลางวันและการทำความสะอาดรอบวิทยาลัยฯ

พอเริ่มเข้าสู่อาทิตย์ที่สองจะเป็นการเข้าสู่รูปแบบการเรียนรายวิชาในหลักสูตรนี้จะประกอบไปด้วย 5 รายวิชา นั่นก็คือ วิชาวิจัย สังคมพหุวัฒนธรรม วิชาอาสาสมัคร วิชากระบวนการชุมชน วิชาชนบทในโลกาวิวัตน์ เป็นต้น ทุกๆ วิชามีความสำคัญมากสำหรับกลุ่มบอ. เพราะแต่ละวิชา คือการสอนให้บอ.มีความรู้พื้นฐานที่พร้อมที่จะไปเรียนรู้กับชุมชนใน 7 เดือนแต่มันก็ไม่ง่ายนะ ทุกรายวิชามีความยากที่แตกต่างกันไป ซึ่งสำหรับผม ยิ่งยากด้วยเลย เพราะอะไร? เพราะผมไม่เก่งภาษาไทย ไม่ได้เรียนภาษาไทยมาก่อน การเรียนหลักสูตรนี้คือผมเข้ามาก็เรียนภาษาไทยเลย พูดง่ายๆคือไม่ได้เตรียมภาษามา ได้มาเตรียมภาษาไปพร้อมๆกับการเรียนไปด้วย

ผมบอกตรงๆ ตั้งแต่เกิดมาผมไม่ได้เรียนภาษาไทย ผมแค่ได้ฟัง เรียนรู้จากสื่อ ไม่ว่าจะเป็นจากทีวี จากเอกสาร หนังสือ หรือวารสารอะไรต่างๆ อีกอย่าง เพราะว่า ภาษาลาว และ ไทยมีความคล้ายๆกัน พูดง่ายสื่อสารเข้าใจได้ ในการ พูดคุย แต่กับการเรียนในหลักสูตรนี้ มันไม่ง่ายเลย แน่นอนการเรียนต้องมีคำศัพที่ไม่รู้อีกมากมาย ผมบอกเลยว่ายาก มีคำเฉพาะ มีคำที่พูดเหมือนกันแต่แตกต่างด้านความหมาย ซึ่งผมก็ไม่รู้ และ สิ่งที่ยากไปกว่านั้นคือการเขียน มันเป็นปัญหาหนักมาก แต่อาจารย์ทุกท่านก็เห็นใจผมนะ เขาก็อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่างให้เวลาผมมากขึ้น แถมแนะนำเพื่อนๆที่เป็นคนไทยช่วยผมด้วย และเพื่อนๆ ก็ไม่เคยทิ้งผม พวกเขาจะคอยเทคแคร์สอบถาม ว่าเป็นไง ?ทำได้ไหม? เข้าใจไหม? มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าบอกได้นะ การเรียนในช่วง 3 เดือน 5 รายวิชา ในนั้นมีวิชาที่ผมเข้าใจยากที่สุด คือวิจัย

บอกเลยผมไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิจัยเลย ไม่เคยทำการวิจัยเชิงสังคมอะไรประมาณนี้ เพราะผมจบจากป่าไม้ ส่วนมากที่เคยทำก็เป็นเกี่ยวกับ การศึกษาเกี่ยวกับปริมาตรจำนวนการวัดไม้ การสำรวจ ที่เกี่ยวกับสายวิทย์โดยตรง และวิชานี้เป็นวิชาหนึ่งที่ดีมากสำหรับผมที่ได้มีโอกาสได้เรียนรู้ได้ศึกษาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป อาจารย์ประจำวิชานี้เป็นอาจารย์ใจดีมาก พวกผมจะเรียกอาจารย์ท่านว่า อาจารย์แม่ อาจารย์จะคอยเทคแคร์คอยเอาใจใส่ คอยถาม เราอยู่เสมอ ว่าเข้าใจไหม มีอะไรให้ปรับไหม จนบางครั้งพวกผมก็เกรงใจอาจารย์มาก คืออาจารย์ ก็มีชั่วโมงการสอนเต็มอยู่แล้ว แต่ อาจารย์ก็เอาเวลาพักผ่อนตอนเย็นมาสอนให้พวกผมเพิ่มเติมอีก อาจารย์ทุ่มเททั้งใจทั้งกาย แต่ความผิดคือ พวกผม อาจไม่สามารถ จะเก่งเหมือนอาจารย์ได้ แต่ก็แน่ล่ะ ก่อนจะเก่งมันต้องผ่านการทำหลายๆ ครั้ง สร้างให้เกิดประสบการณ์ จนเกิดความชำนาญถึงเก่งได้

และวิชาต่อมาก็คือวิชาชนบทศึกษาโลกาภิวัตน์วิชานี้ผมเครียดจริงๆ ๆ อาจารย์ที่สอนท่านจะให้เวลาเราคิดเอง เพื่อสร้างให้เรากล้าคิดกล้าทำ และ อาจารย์จะคอยตั้งคำถามให้เราเสมอ ทำไมละ? เพราะอะไรคุณถึงคิดแบบนั้น? เป็นต้น จนมีครั้งหนึ่งผมแทบนอนไม่หลับ กับคำถามที่ผมถามอาจารย์ แลtผมต้องกาiคำตอบจากท่าน

คำถามมีอยู่ว่า: ชนบทในยุคปัจุบันคือ ชนบทแบบไหน?

กลุ่มบอ.พากันตอบไปตามความเข้าใจในตัวเองทุกคน แต่อาจารย์ ก็ถามกลับมามันใช่แล้วไหม ที่ตอบมา แต่เมื่อผมถามกลับไปว่าแล้วอาจารย์ละ ชนบทเป็นอย่างไร? คำตอบที่ได้ ให้พวกคุณไปศึกษาเอาเองนะ วันนั้นคิดอย่างจิงจังมาก ว่าคำตอบคืออะไร แล้ว ทำไม อาจารย์ไม่ตอบกลับมา ผมบอกได้เลย ผมนอนไม่หลับชักเท่าไหร่วันนั้น เพราะผมมาจากชนบท แล้วทำไมเราตอบไปมันไม่ถูก อาจารย์ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ จนสุดท้ายผมก็ปล่อยวางไป ไม่ใช่ว่ารู้นะ ผมรู้แค่เพียงมันน่าจะเป็นแบบนี้แหละ ประมาณนี้ เป็นต้น

ต่อมาคือวิชากระบวนการชุมชน วิชานี้สนุกมากผมชอบ เรียนทฤษฎีแล้วปฏิบัติตัวจริง มีกิจกรรมจำลองพื้นที่ซึ่งดีมากต่อบอ.ที่จะเข้าใจในการเรียนรู้มากขึ้น แถมอาจารย์ประวิชาใจดีมากๆ ด้วย ต่อไปก็เป็นวิชาสังคมพหุวัฒนธรรมและวิชาอาสาสมัคร ที่สอนให้บอ. มีทักษะและความรู้ จากการเรียนใน 5 วิชา มันยังไม่พอ สำหรับหลักสูตรนี้ คือ 1 อาทิตย์ เราจะมีวันพักไม่ถึงวัน หรือบางอาทิตย์คือเราเรียนเต็มเลย บอกได้เลยว่าการใช้ชีวิตใน 1 วัน จะมี Time line  ของชีวิต ว่าต้องทำอะไร

แต่ละวันต้องตื่น 5 โมง ทำกับข้าว อาบน้ำ ทำกิจกรรมก่อนการเรียน กินข้าว เข้าเรียนตอน 7:30 นาที แล้วก็พักผ่อน ตามตารางเรียนของแต่ละวันที่แตกต่างกันไป และเข้าเรียนต่อ จนถึง 12:30 นาที พักกินข้าว และเข้าเรียนต่อตอน1:30 นาที พักผ่อนตามการกำหนดการที่แตกต่างแต่ละวันเหมือนกัน มีพัก กินเข้าเย็น 1 ชั่วโมงหรือครึ่งชั่วโมง ขึ้นกับการตกลงของกลุ่มบอ. และเข้าเรียนต่อจนถึง 4 ทุ่ม โดยประมาณ และเปลี่ยนเวรของการทำกับข้าว การทำความสะอาด การเก็บขยะต่างๆตามรั้ววิทยาลัยฯ นี่คือวิถีชีวิตของผอในช่วง 3 เดือน

นอกจากนี้ ทางวิทยาลัยฯ ก็ยังได้เชิญวิทยากรมาให้ความรู้เพิ่มเติม เช่น การทำสื่อ การสร้างคลิปวีดีโอ การให้ความรู้ ในด้านการแลกเปลี่ยน ของรุ่น พี่บอ.รุ่นต่างๆ ในการใช้ชีวิตเป็นบอ. ในพื้นที่ หรือ การเชิญกลุ่มผู้มีความรู้ อาวุโส มาพูดคุย นอกจากนี้ยังมีคณบดีของวิทยาลัยฯ มาแลกเปลี่ยนความรู้กับเหล่านักศึกษาบอ. โดยหัวข้อการแลกเปลี่ยนบอ. จะเป็นคนเลือกเพื่อให้ตรงกับสิ่งที่ บอ. ต้องการเรียนรู้ เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กลุ่มบอ มีความแข็งแกร่ง ก่อนเผชิญกับการลงพื้นที่ 7 เดือน

การเรียนในหลักสูตรนี้ ถึงแม้จะเรียนเต็มที่แต่ก็มันน่าสนุกดีนะ ผมเป็นนักศึกษาลาวที่เรียน และบางครั้งก็พูดผิด เพื่อนๆหัวเราะจนทำให้เรา ทุกข์ใจก็มี เช่น ทำไมเราพูดผิดขนาดนั้นเลยเหรอทำไมเพื่อนๆเขาขำจัง เพราะการออกเสียง สำเนียงของผม เป็นต้น คือผมจะผิดอยู่เสมอเลยก็ว่าได้ ก่อนการลงพื้นที่สนาม 7 เดือนทางวิทยาลัยฯได้จัด การใช้ชีวิตจำลองให้บอ เป็นเวลา 3 อาทิตย์ เป็นการลงศึกษาในสนามจริงตามรายวิชา ซึ่งแต่ละคนจะถูกส่งไปอยู่ตามครัวเรือนในชุมชนที่แตกต่างกันไป ด้วยการใช้ชีวิตร่วมกับเขา อยู่กับเขากินกับเขา ทำงานช่วยเขาแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความรู้ ว่าเราจะเข้าหาครัวเรือนเขาเหล่านั้นได้อย่างไร? เราสามารถศึกษาครอบครัวได้อย่างไร? เราสามารถเรียนรู้ชุมชนได้อย่างไร? เป็นต้น เพื่อช่วยเรื่องการปรับตัวและการอยู่ในช่วง 3 อาทิตย์ในการทดลองใช้ชีวิต ก็จะมีการจัดเป็นกลุ่ม ในการทำงาน ซึ่งแต่ละกลุ่มต้องมีการศึกษาเรียนรู้ชุมชนด้วยกัน มีการนำเสนองานที่ได้เพื่อแลกเปลี่ยนกันและกัน

สุดท้าย ก่อนกลับจากพื้นที่ทดลองใช้ชีวิต เราจะมีประเพณีของบอ. คือ ก่อนกลับออกจากพื้นที่บอ. ต้องนำเสนอทำโครงการให้กับชุมชน ชึงจะเป็นโครงการแบบไหนก็แล้วแต่ที่มีความยั่งยืน และเกิดผลแก่ชุมชน โครงการไม่จำเป็นต้องใหญ่ หรือ เล็ก แต่ทำแล้ว ต้องให้เกิดผลในระยะยาวมีการนำใช้ได้ ดีต่อชุมชนเป็นหลัก และในการทดลองชีวิตในรุ่นบอ. รุ่น 48 ได้จัดทำ ประวัติของชุมให้กับชุมชน และทำแผนที่ชุมชนให้กับชุมชนเป็นต้น นี่คือช่วงการเรียน 3 เดือน

 

เรื่อง : สักไซ บุปผาไกสอน  บัณฑิตอาสาสมัครรุ่นที่ 48 ปฏิบัติงานภาคสนามในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์

ภาพ: จิราวุธ สุปัญญา