บอ. ต่างเชื้อชาติพันธุ์ (ตอนที่ 2)

                            การเดินทางสู่เมืองกรุง “จากนครหลวงเวียงจันทน์สู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเทศไทย” 

ผมจำได้แม่นเสมอ กับการเดินทาง สู่โลกกว้างอีกครั้งในการเรียนรู้กับโลกใบใหม่ ซึ่งผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตผม และ ไม่รู้ว่าการเดินทางครั้งนี้มันจะราบรื่นสวยหรูเหมือนกับหลายๆคนที่รับโอกาสไปเรียนต่างประเทศหรือเปล่า แต่เอาเถอะสำหรับผมการเดินทางไปเรียนบัณฑิตอาสาสมัครครั้งนี้ เป็นครั้งที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทำไมเหรอ เพราะการเดินทางของผม คือ ตรงวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งของประเทศไทย ผมได้ออกจากประเทศเพื่อการเรียนรู้เป็นครั้งแรกซึ่งเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ในตอนเช้าของวันที่ 7 ผมได้เดินทางไปสนามบินวัดไตที่นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว) พี่สาวเป็นคนจัดเตรียม เอกสารการเดินทางให้ แต่โชคร้ายได้เข้ามาสู่ผมตั้งแต่การเริ่มต้นเดินเข้าสนามบินคือพี่สาวผมได้ซื้อ เอกสารเดินทาง (ปี้ตัวเครืองบิน) ให้ผมผิดซึ่งปลายทางของผมที่พี่สาวที่จัดเตรียมให้มันคลาดเคลื่อนมากเลยทีเดียว จากที่คุยกันคือสนามบินวัดไตนครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว) สู่ดอนเมือง แต่ความเป็นจริงคือสนามบินวัตไตสู่สนามบินสุวรรณภูมิ ผมยืนงงเลยทีเดียวเมื่อพนักงานต้อนรับได้บอกผมว่าปลายทางของผมคือสุวรรณภูมิไม่ใช่ดอนเมือง ขณะนั้นผมยืนหยุดชะงักไปประมาณเกือบ 10 นาที แบบทำอะไรไม่ถูกเลยเพราะผมไม่รู้ว่าจากสุวรรณภูมิไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปทุมธานี มันมีระยะทางเท่าไหร่ต้องไปยังไงเพราะผมไม่ได้จัดเตรียมหรือศึกษาแผนที่การเดินทางเลย พนักงานถามกลับอีกมาว่าผู้โดยสานพร้อมจะเดินทางบ่อ?  ผมเลยตัดสินใจ และ พูดออกไปอย่างเบาๆว่า ผมพร้อมจะเดินทาง เครื่องบินได้ออกเดินทางประมาณ 9:30 นาที และ ไปถึงสุวรรณภูมิโดยใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าเกือบถึง 2 ชั่วโมง พอไปถึงสุวรรณภูมิก็ประมาน 11: 30 นาที พอลงจากเครื่องเท่านั้นละ ผมตกใจมาก อะไรทำไมใหญ่และกว้างขวางขนาดนี้ ผมมืดไป 8 ด้าน และ คิดได้แค่เอาวะ ขอเดินไปตามขบวนผู้โดยสารก่อน ถึงที่ไหนแล้วค่อยว่ากันอีกที ผมได้เดินตามกลุ่มนักศึกษาลาวที่กำลังจะต่อเครื่องไปยังประเทศอิสราเอล ผมเดินกับเขาไปตลอดจนไปถึงบันไดเลื่อนหัวหน้าทีมนักศึกษา อ่านรายชื่อแจ้งลูกทีมแนะนำขั้นตอนการเดินทาง ซึ่งพวกเขาจะต้องขึ้นไปต่อเครื่องเพื่อบินต่อ และผมก็หยุดทันทีเมื่อรู้เช่นนั้นแล้ว  เอาแล้วจะยังไงต่อเรา ผมมองไปรอบๆ พอดีสังเกตเห็นป้าย การบริการให้ข้อมูลด้านขวามือของบันไดเลื่อน ผมเลยเดินเข้าไปหาและสอบถามทันทีเลย ว่า “ผมขอโทษครับผมจะไปเอากระเป๋าได้จากที่ไหน คือผมพึ่งลงจากเครื่องครับ ผมมาจากสปป. ลาวสายการบินลาวแอร์ไลน์” เขาเลยบอกผมว่างั้นคุณเดินเข้าไปข้างใน พนักงานผู้ให้ข้อมูลพูดและใช้มือชี้ไปตรห้องโถงใหญ่ด้านหลังผม พร้อมด้วยบอกผมอีกว่าให้คุณสังเกตดูที่ป้ายแต่ละช่องมันจะบอกถึงสายการบินที่ลงจอดค่ะ ถ้าคุณเห็นสายการบินลาวแอร์ไลน์ก็ให้เดินเข้าไปถามพนักงานเขาได้เลย

ผมขอบคุณเขาแล้วก็เดินออกไปผมเดินเข้าไปข้างใน ผมพูดกับตัวเองเลยว่าโอ้โหมันใหญ่จริงๆมันกี่ช่องเนี่ยมันมีเยอะมาก เยอะจนผมไม่รู้จะเดินไปตรงไหนจะอ่านยังไงไหววะ

มองไปด้านช้าย และ มองไปด้านขวาเห็นแค่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผมเลยเดินเข้าไปหาเขา และ ขอร้องให้เขาช่วยพาผมไปหาจุดที่ต้องเอากระเป๋าเดินทาง พี่เขาก็ใจดีนะ พี่เขาก็เดินนำผมไปจนสุดท้ายผมก็ได้กระเป๋าจากนั้นผมก็ขอขอบคุณเขาแล้วก็เดินออกจากไป ในขณะนั้นอยู่ช่วงระยะประมาณ 12:30 นาที พอดี เอาล่ะสิเริ่มรู้สึกหิวข้าว แต่ก็ไม่รู้จะต้องไปหากินที่ไหน ก็เดินไปเรื่อยๆ เพราะตอนนั้นจิตใจไม่ได้อยู่ตรงที่ข้าวละอยากให้ไปถึงจุดหมายคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วจึงหาข้าวกิน ผมเดินไปเพื่อหาทางออกเพื่อจะไปต่อรถแท็กซี่ และ ต้องเปลี่ยนซิมโทรศัพท์ ตั้งอินเตอร์เน็ตก่อนเพื่อจะได้ติดต่อหา อาจารย์ทางลาว ครอบครัว และ เจ้าหน้าที่ของวิทยาลัยฯ ที่จะช่วยผมเดินทางไปถึงมหาวิทยาลัยได้ พอผมหาทางออกเจอ ผมก็เห็นสถานที่ร้านขายซิมโทรศัพท์ข้างๆ ทางออก ผมยอมรับว่าผมออกจากประเทศด้วยตัวเองคนเดียวเป็นครั้งแรก และก็ไม่แปลกกับการเป็นเหยื่อของการค้า ผมจ่ายเงินไปกับการซื้อซิมโทรศัพในราคา 300 บาท บวกอินเตอร์เน็ตเข้าไปเป็น 500 บาทแต่ผมก็จำเป็นต้องจ่ายเพราะผมไม่มีทางเลือก เสร็จจากการตั้งอินเตอร์เน็ต และ ใส่ซิมโทรศัพท์ผมมุ่งหน้าไปหาแท็กซี่ แล้วก็คุยกับเขาว่าพี่ครับผมต้องการไปที่มหาลัยธรรมศาสตร์พี่ไปส่งผมได้ไหม พี่แท็กชีตอบว่า ไกลมากเลยนะ และพี่ก็เพิ่งมาทำงานไม่นานแต่ก็ไม่เคยไปส่งใครไกลขนาดนี้เลย ผมถามต่อไปว่าพี่รู้จักเส้นทางที่จะไปไหม พี่แท็กชีก็ตอบว่า รู้สิจะไปเลยไหม ผมถามกลับไปพี่คิดค่าโดยสารเท่าไร พี่แท็กชีเขาก็ตอบกลับมาว่างั้นพี่ขอ 500 บาท ผมก็คิดว่าถ้าจ่าย 500 บาทไปแล้ว คือหมดไม่ได้จ่ายอะไรเพิ่มเติม พี่เขาก็บอกมาอีกว่าเราจะขึ้นทางด่วนนะ ผมตอบไปว่าได้ครับ จากนั้นเราก็เดินทางไป ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในเวลาประมาณ13:00 นาที ซึ่งผ่านทางด่วนหลายจุดด้วยกัน และผมก็ต้องได้ควักเงินออกมาจ่ายค่าทางด่วนด้วยโดยรวมๆ ทั้งหมดของการเดินทางแล้วก็ตกเกือบ 800 บาทเลยทีเดียว จนสุดท้ายพี่เขาก็นำพาผมมาถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เอาละชิเป้าหมายคือวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งนั่นก็เป็นปัญหาที่ทำให้ผมกับพี่แท้กซี่ต้องวนรถมาหลายรอบหลายครั้งเพราะถามพี่ๆ หลายคนที่เดินตามข้างถนนไปมาเขาก็บอกไม่รู้ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ รู้แค่หอสมุดป๋วย เท่านั้นเอง ผมก็เกรงใจพี่เขาที่ต้องมาเสียเวลากับผม ผมเลยอาสาลงที่หน้าหอสมุดป๋วย และ พยายามติดต่อหาเจ้าหน้าที่ ของวิทยาลัยฯ ซึ่งผมใช้เวลาการติดต่อไปนานมากทีเดียว จนประมาณบ่าย 2:30 ผมจึงสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของวิทยาลัยฯ ได้ นั้นก็คือพี่จูน ซึ่งพี่เขาก็แนะนำให้ผมเดินตามทางเท้ามาทางโรงอาหารกลาง และ หาวินมอไซค์ให้เขาไปส่งที่วิทยาลัยป๋วยฯ  บอกพี่เขาไปส่งตรงลานโพธิ์นะ หลังจากผมก็ต้องออกจากหอสมุดแล้วสะพายกระเป๋าเป้ขึ้นบนหลังพร้อมกับการลากกระเป๋าใบใหญ่ๆ ของผมเดินไป ด้วยเวลานั้นแดดก็ร้อนมาก และเหนื่อยก็เหนื่อยคือสภาพผมมอมแมมมากเปียกไปทั้งตัวผมเดินลากกระเป๋าจนมาถึงที่พักขอ นักศึกษาที่มีชื่อว่า ที่พักนักศึกษาอาเซียนแล้วก็พอดีได้วินมอไซค์ ผมแล้วบอกให้พี่เขาไปส่งที่วิทยาลัยป๋วยฯ พี่เขาก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนผมก็เลยติดต่อหาพี่จูนอีกที พี่เขาก็บอกว่าให้ไปส่งตรงหน้าที่โรงเรียนประถมธรรมศาสตร์แล้ว ลานโพธิ์นะ ผมได้ให้พี่วินไปส่งตามนั้น แต่กลับเข้าไปถึงคือมันเงียบมากไม่เห็นใครสักคน สภาพแวดล้อม และ ความรู้สึกที่ผมได้รับในขณะนั้น มันใช่ มันเหมือนไม่ใช่วิทยาลัยไหมหนอ? ทำไมตึกเก่าเหมือน ไม่ได้ใช่เลย หรือ จะเป็นตึกที่ถูกอนุรักษ์ไว้อะไรประมาณนี้ พี่วินก็คุยกับผมว่าใช่ตรงนี้หรือเปล่าทำไมมันเงียบจังเราลองขี่วนไปดูตรงหน้าโรงเรียนประถมอีกทีนะ ผมก็ตอบตกลงแล้ว พี่เขาก็ขับรถพาผมตรงไปที่หน้าโรงเรียนประถมธรรมศาสตร์ และ ตรงข้ามกับหน้าโรงเรียนประถมฯ นั้นมีตึกอีกหลังหนึ่ง มีชื่อเขียนว่าวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ผมก็เลยโทรหาพี่จูนอีกครั้งหนึ่งพี่เขาก็บอกว่ามาถูกแล้วนั่นแหละคือวิทยาลัยเรา ให้พี่เขาไปส่งตรงหน้าตึกเก่าๆ สองชั้นนั่นเลยนะแล้วจะมีรุ่นพี่เขามารับแล้วพาน้องขึ้นไปหาที่พัก จากนั้นผมก็ให้พี่เขาไปส่งตรงหน้าตึก พอผมไปถึงตรงหน้าตึกก็ได้พบกับรุ่นพี่คนนึงเขาชื่อ พี่ป๋อม เป็นพี่ผู้หญิง พี่เขาใจดีนะ พี่เขามารับ และ พาผมไปหาห้องที่ผมพัก แต่พี่เขาก็ถามผมอีกว่า เหนื่อยไหม หิวข้าวไหม ทานอะไรหรือยัง ผมก็ตอบไปว่ายังครับพี่ พี่เขาก็บอก “โอเคงั้น ให้ไปเก็บของและพักผ่อนแป็ปนึงพอมีแรงแล้วก็ออกไปหาอะไรกินกัน” ผมได้พักประมาณสัก 30 นาที จากนั้นก็เดินไปหาพี่เขาที่ห้องสมุดวิทยาลัยฯ ก็อยู่บนชั้นเดียวกับห้องพัก เขาก็ถามว่าหิวแล้วใช่ไหมโอเคงั้นเราไปกินข้าวกันพี่เขาก็เดินพาผมไปที่โรงอาหาร การเดินไปก็พูดคุยถามไถ่กันไปเรื่อยๆ ว่าทำยังไงถึงได้มาเรียนตรงนี้แล้วที่นู่นเป็นยังไงทำงานอะไร การพูดคุยกันเป็นไปในลักษณะรุ่นน้องและรุ่นพี่ที่ยังเกร็งๆกันเพราะเพิ่งคุยกันเป็นครั้งแรก นี่ละครับ ช่วงการเดินทางออกจากประเทศเป็นครั้งแรกของผม สู่การเรียนรู้ครั้งใหม่ก็เป็นไป แบบยุ่งๆ แต่มันก็ผ่านไปด้วยดี

(ติดตามตอนที่ 3 เร็วๆ นี้นะครับ )

 

เรื่อง : สักไซ บุปผาไกสอน  บัณฑิตอาสาสมัครรุ่นที่ 48 ปฏิบัติงานภาคสนามในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์

ภาพ: คลังความรู้วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์