คำตอบ

ถ้าถามว่าได้อะไรจากการมาเป็นบัณฑิตอาสาสมัคร พูดง่ายๆ ก็คือได้ทำในสิ่งที่อยากทำโดยไม่รู้ตัว หรือถ้าถามถึงเหตุผลที่มาเรียนบัณฑิตอาสาสมัครทุกคนคงมีคำตอบที่แตกต่างกันไป สำหรับฉัน คำตอบง่ายๆ ก็แค่อยากลาออกจากงาน แต่ใครจะไปคิดใช่ไหมว่าการลาออกจากงานครั้งนี้ มันจะทำให้ฉันได้เปิดโลกกว้างมากขึ้น ……

การที่เราได้เข้าไปอยู่ในที่ใดที่หนึ่งโดยที่เราไม่รู้จักใครเลย มันทำให้เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า “จะทำยังไง ฉันถึงจะอยู่ที่นี่ได้อย่างมีความสุข?” ถ้าเราตอบคำถามนี้ได้ ฉันว่าหลังจากนี้ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร เราก็จะผ่านมันไปได้ จากบททดสอบระหว่างทาง 7 เดือนที่ผ่านมา

จากเมืองหลวง สู่ หมู่บ้านปกาเกอะญอกลางหุบเขาอินทนนท์ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไปจนถึงวันสุดท้ายที่เดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มทั้งน้ำตา  หน้าที่ของฉันอยู่ที่ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์หมู่บ้านแม่กลางหลวง ดูแลเฟสบุ๊ค ทำสื่อประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวรวมถึงทำทุกอย่างในหมู่บ้านเท่าที่ทำได้ หลายๆ อย่างเป็นครั้งแรกที่เคยทำ อย่างเช่น แนวกันไฟ ได้ยินมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เข้าหมู่บ้าน แนวกันไฟคืออะไร ทำไปเพื่ออะไรนะ

เช้าตรู่ของวันที่  25 กุมภาพันธ์ 2560 ชาวบ้านทยอยเดินทางออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่เส้นทางทำแนวกันไฟของหมู่บ้านแม่กลางหลวง โดยมีผู้ร่วมเดินทางเป็นชาวบ้านแม่กลางหลวงทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กเด็กโตวัยกลางคนหรือแม่แต่ผู้สูงอายุที่มีย่ามประจำกายภายในพกห่อข้าวและขวดน้ำไปกินในมื้อกลางวัน  ใช้เวลากว่าสิบกิโลจึงเดินทางถึงจุดกึ่งกลางของเส้นทางทำแนวกันไฟ ทุกคนเริ่มหาไม้เพื่อที่จะนำมาทำเป็นไม้กวาดเพื่อกวาดใบไม้แห้งให้เป็นแนวเดียวกัน เมื่อได้ไม้กันครบมือแล้วก็แบ่งกันออกเป็นสองฝ่าย คือ ขึ้นข้างบนกับลงข้างล่าง ฉันได้อยู่กลุ่มที่ขึ้นข้างบน เพราะมีคนบอกว่าอย่าลงข้างล่างเลย ทางโหดกว่าเยอะ กลุ่มที่เดินขึ้นข้างบนรวมถึงฉันก็เดินกวาดใบไม้แห้งให้เป็นแนวตามทางขึ้นไปเรื่อยๆ จนได้เห็นวิวพระธาตุนภเมทนีดล ระหว่างทางก็นั่งพักเหนื่อยกันเป็นระยะเพราะทางค่อนข้างชันหลังจากพักทานข้าวก็เดินกวาดใบไม้กันอีกสักพักก็ถึงจุดสิ้นสุดการทำแนวกันไฟของหมู่บ้านแม่กลางหลวง และเราตกลงกันว่าจะลงไปช่วยกลุ่มด้านล่างกันต่อ  เมื่อเราเดินตามเส้นทางลงมาเรื่อยๆ จนมาถึงจุดๆ นึงที่ยืนคิดว่า “จะลงไปได้ยังไง” เมื่อมันไม่ใช่ทางเดิน มันคือหน้าผาลาดชัน พี่ในหมู่บ้านที่เดินไปด้วยกันบอกว่าให้ค่อยๆ เดินจับมือกันลงมาระหว่างทางที่เดินจับมือกันลงมาตาก็มองไปข้างล่าง เสียงร้องที่เกิดขึ้นเพราะความลื่นก็มีเป็นระยะ จากลื่นก็กลายเป็นล้ม จากล้มกลายเป็นสไลเดอร์ลงมาแทน ยอมรับว่าการทำแนวกันไฟครั้งแรกเหนื่อยและทรหดมาก ทั้งเดิน ปีน ลื่น ล้ม ตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น แม้ว่าตอนที่เราลงมาจากด้านบนและรู้ว่าคนอื่นๆ ที่ทำแนวกันไฟด้านล่างจะเสร็จแล้วก็ตาม แอบบ่นบ้าง ไม่ไหวบ้างแต่ในระหว่างทางที่เราเดิน ที่เราล้ม ที่เราสไลเดอร์ลงมามันก็มีเสียงหัวเราะและความสุขปะปนไปด้วยกัน พอถึงทางออกและมีรถมารอรับ ฉันบอกกับตัวเองว่า “ต่อไปนี้จะให้ทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น”

หลังจากวันนั้นที่ทำแนวกันไฟฉันถามพ่อหลวงว่า แนวกันไฟคืออะไร ทำไมต้องทำแนวกันไฟ? พ่อหลวงบอกว่า “แนวกันไฟเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการป้องกันไฟป่าไม่ให้ลุกลามเข้าไปในเขตอนุรักษ์หรือพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน และอีกหัวใจสำคัญของการทำแนวกันไฟ คือการสร้างจิตสำนึกและความสามัคคีในชุมชน หนทางที่ยากลำบากต้องเดินเท้าไปด้วยกันเป็นสิบกว่ากิโลเพื่อป่า เพื่อหมู่บ้านของเรา”

 

 

หมายเหตุ: พระมหาธาตุนภเมทนีดล และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ตั้งอยู่บนกิโลเมตรที่ 41.5 เป็นปูชนียสถานอันสำคัญที่ประดิษฐานสำคัยบนดอยอินทนนท์สร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทย เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2530 และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2535

เรื่องและภาพ: พัชรนันท์ คงเจริญ บอ.48 ปฏิบัติงานในโครงการศูนย์การเรียนรู้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติดอยอินทนนท์ หมู่17 บ้านแม่กลางหลวง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่