อีจ่อยควายเพื่อนรัก

 

ที่บ้านโคกสะอาด อ.กุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร มีนักศึกษาบัณฑิตอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นคนที่เกิดในกรุงเทพ เติบโตในกรุงเทพฯ ได้ไปใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้าน ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ในชีวิตหลายเรื่อง ทั้งได้ลองหัดเกี่ยวข้าว ได้เห็นข้าวหลากหลายพันธุ์ อีกทั้งยังมีหลายสี ทั้งสีแดง สีดำ สีม่วง ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีรสชาติอร่อยนุ่มนิ่มอย่างที่ไม่เคยได้ลองมาก่อน แต่ที่สนุกและเป็นที่น่าจดจำมากที่สุด คือการได้ไปเลี้ยงควายฝูงใหญ่กว่า 40 ตัว กลางทุ่งนาที่ล้อมรอบด้วยป่าโคก

ประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้ไปเลี้ยงควาย เด็กกรุงเทพฯ ได้เจอคือ ชื่อควายที่เป็นภาษาอีสานตั้งตามลักษณะเด่นๆ ของควายแต่ละตัวและเพศของมัน เช่น บักควายตู้ อีหางกุด อีเขาแล่บ โดยลูกควายตัวน้อยก็จะมีคำว่า ลูกนำหน้าชื่อแม่ของมัน โดยควายที่แก่ที่สุดในฝูงนี้ชื่อว่า “อีจ่อย” เป็นควายที่มาจากมุกดาหาร มักเดินช้ากว่าเพื่อน กินหญ้ากินพืชไม่ค่อยจะทันควายร่วมฝูง จึงมีลักษณะผอมจนเห็นซี่โครง แต่เจ้าของก็รักควายตัวนี้มากเนื่องจากอีจ่อยนั้นออกลูกควายมาให้หลายคอกแล้ว ภาษาที่ใช้ในการเลี้ยงนั้นก็เป็นภาษาย้อสกลซึ่งก็คล้ายๆกับภาษาอีสาน สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันแรกคือ ต้องพาควายไปกินหญ้าแต่เช้าประมาณ 7 โมง ก่อนที่ควายจะหนีออกจากคอกเนื่องจากความหิว และเมื่อควายกินหญ้าประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ต้องพาควายไปแช่น้ำ แช่โคลน หรือที่เรียกว่า ควายแช่ปลัก จากนั้นเมื่อควายเล่นน้ำจนพอใจมันก็จะขึ้นมากินหญ้าต่อเอง หน้าที่หลักของคนเลี้ยงควายจึงมีแค่ ปล่อยควายออกจากคอก อย่าให้ควายไปกินหรือเดินเหยียบนาข้าวที่ยังไม่เกี่ยวของคนอื่นและพาควายกลับคอก

โดยหลังจากที่ได้ไปเลี้ยงควายสักระยะหนึ่ง เจ้าของควายก็ไว้ใจให้เด็กกรุงเทพฯ ได้เลี้ยงควายที่เดินช้าที่สุดในฝูงและลูกของมันอีก 2 ตัว นั่นคืออีจ่อยและลูก 2 ตัวของมัน เด็กกรุงเทพฯ ที่มีประสบการณ์เลี้ยงควายมาประมาณ 2 อาทิตย์คิดว่าไม่น่าจะยากเกินความสามารถที่จะต้อนควาย 3 ตัว ให้เดินไปตามฝูงได้ แต่เด็กกรุงเทพฯ นั้นคิดผิดเนื่องจาก การสั่งควายนั้นยากกว่าที่คิดมากและไม่สามารถสั่งอีจ่อยให้เดินตามฝูงควายตัวอื่นได้ อีกทั้งอีจ่อยยังเดินตามใจตนเองกินผักบุ้งตามขอบคันนา จนหลงเข้าไปในนา ในป่า เด็กกรุงเทพฯ จะสั่งยังไงมันก็ไม่ยอมเดินไปไหน เอาแต่ก้มหน้ากินผักบุ้งท่าเดียว เด็กกรุงเทพฯ ก็ตะโกนจนสุดเสียงทั้งภาษากลางและภาษาย้อ อีจ่อยก็ไม่มีท่าทีว่าจะเข้าใจ จากที่ไม่เคยตีควายเลย ก็ต้องไปหากิ่งไม้แถวนั้นมาตีอีจ่อยเพื่อไม่ให้มันเข้านาคนอื่นๆ ตั้งแต่ตีเบาๆกลัวมันเจ็บ จนตีสุดแรงเกิด อีจ่อยถึงจะรู้สึกและหันหน้าไปอีกด้าน

ทางลูกอีจ่อยก็เดินตามแม่จะเข้านาคนอื่น เด็กกรุงเทพฯ ก็ต้องรีบวิ่งไปดัก เสร็จก็ต้องวิ่งมาดักอีจ่อยต่อ ถ้ามันไม่สนใจก็ต้องตีมันอีก ทำวนไปวนมาจนท้อ หมดแรงจนนั่งอยู่ด้านหน้าอีจ่อย ตรงปลักโคลนตัวเปียกไปครึ่งตัว


คิดซะว่าอย่างน้อยมันก็ไม่ไปเหยียบนาคนอื่นก็คงจะโอเคที่สุดแล้วตอนนี้ ในที่สุดอีจ่อยก็คงกินผักบุ้งจนอิ่มนอนแช่ปลักอยู่อย่างนั้น ลูกของมันก็นอนอยู่ข้างๆ ตะโกนให้มันเดิน มันก็ไม่เดิน เด็กกรุงเทพฯ ก็เริ่มคิดฟุ้งซ่านว่าจะหาทางกลับยังไงดี จะเอายังไงกับควาย 3 ตัวนี้ดี จะขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่มีใครเดินผ่านมาสักคน พอคิดมากๆ ก็เหนื่อยกว่าเดิม จนจะนอนพักเป็นเพื่อนอีจ่อยอยู่แล้ว สุดท้ายก็ได้ยินเสียงเจ้าของควายตะโกนเรียก เด็กกรุงเทพฯ ก็รู้ตัวว่ารอดตายแล้ว เจ้าของควายบอกว่าเขาเดินตามเสียงกระโหล่ง(กระดิ่งผูกคอ)มา จากนั้นเจ้าของก็ต้อนอีจ่อยไปเข้าฝูงได้อย่างง่ายดายไม่เหมือนก่อนหน้าเลยสักนิดเดียว หลังจากวันนั้นเรื่องราวที่เด็กกรุงเทพฯ ไปเลี้ยงควายแล้วหลงเข้าป่า หายไปทั้งคนทั้งควาย ก็เป็นเรื่องตลกของคนทั้งหมู่บ้าน เด็กกรุงเทพฯ เดินไปไหนมาไหนในหมู่บ้านก็จะโดนแซวอยู่ตลอด และหลังจากวันนั้นไม่ถึงอาทิตย์เด็กจากเมืองกรุงก็มีเรื่องให้โดนแซวเพิ่มขึ้นไปอีกเนื่องจาก “อีจ่อยตาย” อยู่ดีดีมันก็ล้มและไม่ลุกขึ้นมาอีกเลยอาจจะเพราะมันแก่มากแล้วหรือมันป่วยก็ไม่ทราบได้ แต่ใครๆ ก็แซวว่าเด็กจากเมืองกรุงนั้นเลี้ยงควายตาย เมื่อมีอาจารย์มานิเทศชาวบ้านก็ฟ้องว่าเด็กกรุงเทพฯเลี้ยงควายตาย ข่าวก็เลยมาถึงธรรมศาสตร์และเพื่อนร่วมรุ่นบัณฑิตอาสาสมัครในที่สุด

เรื่อง :พงษ์สิทธิ์ กิจถาวรรัตน์ บัณฑิตอาสาสมัคร รุ่นที่ 49

ภาพ : พงษ์สิทธิ์ กิจถาวรรัตน์ / facebook ข้าวหอมดอกฮัง และ Lingtournoi Pomdang