เราพบกันบนเส้นทางที่ทำให้รู้ว่า… เราไม่เคยจะเข้าใจกัน

เรื่องราวถูกร้อยเรียงขึ้นจากบันทึกประจำวันของบัณฑิตอาสาสมัคร ที่เข้าไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ หมู่บ้านติดเขตป่าสงวน เป็นพื้นที่สีชมพูรอยต่ออำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก

 “โทรศัพท์สาธารณะเนี่ย โทรเสียเงินมั้ย ป้าไม่เคยโทรสักทีเคยแต่เข้าป่า…”

“ไปกินเหล้าแล้วไม่ยอมจ่ายเขาอีกแล้วใช่ไหม จนเขาต้องมาตามทวงถึงบ้าน”…

“ลูกไอ้ใบตายแล้วนะ”…

“กลับมาก่อน  กลับมาก่อน บัณฑิต” …

“มานี่ก็ให้ได้ผลงานกลับไปสักชิ้นเน้อ”

“ไม่จริง ถ้าทางราชการไม่ช่วยจะสำเร็จได้ยังไง” …

“ขอเงินบาทนึง ซื้อยาสูบ”…

ประโยคเหล่านี้ฝังตรึงในความรู้สึก แม้เวลาผ่านไปแสนนาน รอยทางของอดีตยังชัดคม…

1

ผมปั่นจักรยานไปเรื่อย ๆ ลมพัดแรงขึ้น แดดรอนแสงลงอย่างรวดเร็ว อากาศเย็นผ่านปะทะใบหน้า แล้วละอองน้ำเล็ก ๆ  ก็เซ็นมา ชั่วอึดใจฝนเม็ดใหญ่เทลงอย่างหนักหนาวสั่นไปทั้งร่าง ผมรีบปั่นจักรยานเข้าข้างทางหลบฝนใต้ร่มไม้ใหญ่ มีน้าผู้หญิงอายุราว 40 หลบฝนอยู่ก่อนหน้าแล้ว เมื่อนั่งได้สักพักแกเอ่ยขึ้นว่า  “เป็นคนที่ไหน” ผมตอบว่าเป็นนักศึกษามาจากกรุงเทพ มาเรียนรู้ชนบท แกทำหน้างง แต่ก็ถามต่อว่าจะไปอำเภอทำไม ไม่เคยไปเลยเหรอ ? ผมว่าจะไปโทรศัพท์ แกถามต่อว่า “โทรศัพท์สาธารณะเนี่ย โทรเสียเงินมั้ย ป้าไม่เคยโทรสักทีเคยแต่เข้าป่า…” 17 กันยายน 2535

2

ผมคว้าจักรยานคันเดิมปั่นไปตามทางลูกรังทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ขากลับพบชาวบ้าน 3 คนกำลังนั่งดื่มสุรากันบนบ้าน “มานี่ก่อน มานั่งคุยกันก่อน” เสียงตะโกนโหวกเหวกดังออกมาจากเรือน มองเห็นชายร่างกายกำยำ โบกมือเรียกให้เข้าไปหา ผมตัดสินใจเดินเข้าไปนั่งร่วมวง จัดแจงวางบุหรี่และไฟแช็ค ไว้ด้านหน้าข้างตัวตามธรรมเนียมวงเหล้าที่แสดงถึงว่า ใคร ๆ ในวงก็หยิบไปสูบได้ คนที่เรียกผมขึ้นไปคือ ผู้ช่วยใบ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายป้องกันและปราบปราม เขาสงสัยว่าผมทำแผนที่ไปทำไม เข้ามาที่นี่ทำไม ท่าทางหน้าตาขึงขังและคาดคั้นจะเอาคำตอบ ผมรู้สึกราวกับว่าตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง แต่ความสุภาพก็ชนะ… นั่งดื่มได้สองแก้วจึงเอ่ยปากขอตัวกลับ… ผู้ใหญ่บ้านเปิดเครื่องขยายเสียงดังตุบตับเพื่อเตรียมแนะนำตัวผมกับชาวบ้าน ด้วยความคะนองผมหยิบเทปเพลงในป่ายุคเก่าช่วง 14 ตุลาให้ผู้ใหญ่เปิดเรียกคน… มารวมกันนะเธอจ๋า…  หนุ่มสาวเสรี…  ลำเพลินเจริญใจขับไล่อเมริกามันกระตุ้นอารมณ์ให้ฮึกเหิมอยากทำงานพัฒนาหมู่บ้านจนเลือดฉีดพล่านไปทั่วจุดชีพจร…18 กันยายน 2535

3

เย็นแล้วซ้อนจักรยานไปหนองสะแกกลุ่มบ้านที่อยู่ห่างไป 2 กิโลเมตรกับลูกชายผู้ช่วยไกร เขาเป็นเด็กเลี้ยงวัวตามโครงการให้ยืมวัวเลี้ยงของหมู่บ้านอาสาพัฒนาป้องกันตนเอง เรียกสั้น ๆ ว่า อพป.  เขาเป็นวัยรุ่นที่ไม่ค่อยพูด เงียบขรึมและไม่มีร่องรอยอารมณ์ความรู้สึกใดบนใบหน้า ผมมาถึงหนองสะแกตอนเย็นไม่มีใครรู้จัก ฐานะคือคนแปลกหน้า ลูกชายผู้ช่วยพาไปนั่งที่บ้านหลังหนึ่งมีตากับยายอยู่กันสองคน บ้านทุกหลังที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้ บรรยากาศชวนอึดอัดคัดเคร่ง ไม่มีใครพูดอะไร ลูกผู้ช่วยไม่ปริปากแนะ นั่งสักพักภายใต้บรรยากาศหวาดระแวงของเจ้าบ้าน จึงได้เอ่ยปากลากลับ ผมเดินลงจากบ้านได้ยินยายด่าตาเสียงดังว่า “ไปกินเหล้าแล้วไม่ยอมจ่ายเขาอีกแล้วใช่ไหม จนเขาต้องมาตามทวงถึงบ้าน”…  21 กันยายน 2535

4

เมื่อผู้ช่วยใบคนที่สอบความเป็นมาของผมเมื่อวันก่อน กวักมือเรียกชวนดื่ม ผมก้าวขึ้นไปร่วมวงโดยไม่ลังเลวันนี้เราคุยกันเรียบรื่นขึ้น บนบ้านกำลังทำพิธีต่อชะตาลูกชายผู้ช่วย เด็กน้อยที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.1   นอนป่วยหายใจแรงเสียงดัง บริเวณตับบวมพองโปนออกมา ผู้ช่วยเล่าว่ากำลังรอผลตรวจชิ้นเนื้อที่ตับจากโรงพยาบาลจุฬา หมอที่อุตรดิตถ์สงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง ระหว่างนี้เลยขอเอาตัวลูกชายกลับบ้านเพื่อทำพิธี   ผมบอกว่าทำพิธีเสร็จให้รีบนำส่งโรงพยาบาลแต่ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้นเพราะมีหมอพื้นบ้านกำลังปรุงยารักษาอยู่ กลับมาที่บ้านผมคุยกับ “แม่” ทราบว่า ลูกผู้ช่วยปวดท้องมานานแล้วแต่ไม่มีใครสนใจเพราะฝากลูกไว้กับญาติ สองผัวเมียไปทำงานกรุงเทพ จนกระทั่งอาการหนักจึงกลับมาดูลูกแล้วรีบส่งโรงพยาบาล… 24 กันยายน 2535

5

ตื่นเช้ามาด้วยอาการที่ยังไม่สร่างเมาดีนัก ปวดหัว ปวดตามตัว รู้สึกแสบท้อง คิดใคร่ครวญว่ากินเหล้าขาว 40 ดีกรีไป 3 ขวด ตอนที่อยู่เพชรบูรณ์ก็กินเท่านี้ไม่เห็นมีอาการ จำได้ลาง ๆ ว่า เมื่อคืนผมโก่งคออาเจียนนอกชานบ้าน แล้วเดินมากางมุ้งจากนั้นล้มลงกลางบ้าน ผู้ช่วยไกรมาประคองไปนอนแล้วกางมุ้งให้ใกล้ ๆ กับวงเหล้านั่นเอง

ผมเดินตาม    “พ่อผู้ใหญ่” ไปที่วัดด้วยอาการอ่อนล้า วันนี้เป็นวันที่ผมจะได้แนะนำตัวต่อหน้าชาวบ้าน ระหว่างทางผู้ช่วยไกรขี่จักรยานผ่านมาร้องว่า “ลูกไอ้ใบตายแล้วนะ” … 26 กันยายน 2535

6

คิดว่าจะเดินแวะหาทำความรู้จักคุ้นเคยกับบ้านที่ยังไม่เคยไป แต่ก็ไม่วายเดินเรื่อยเปื่อยไปถึงบ้านผู้ช่วยใบจนได้ ในใจคิดว่าแวะทักทายให้กำลังใจหน่อยก็ดี เพราะเพิ่งเสร็จงานศพลูกชายไป  วงเหล้างานศพยังคงไม่เลิกรา เดินมาถึงบ้านงานเช่นนี้แล้วก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ผมนั่งร่วมดื่มด้วย วันนี้ได้รู้จักกับทายก “หลง” ที่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะ “ความขัดแย้ง” ที่ชาวบ้านเบื่อระอากับงานพัฒนา เริ่มตั้งแต่เรื่องการสร้างโรงเรียนที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างขึ้นแล้วไปขอครูกับโรงเรียนที่หมู่บ้านฝั่งตรงข้าม แต่ครูใหญ่ไม่ให้ การขอถนนลาดยางเข้าหมู่บ้านที่ได้รับอนุมัติงบประมาณแล้ว แต่ทางป่าไม้ไม่ยอมให้สร้างอ้างว่าเป็นเขตป่า เรื่องการขัดผลประโยชน์การก่อสร้างสะพานข้ามคลองตรอนที่ถึงขนาดมีการฆ่าปิดปากกัน  เรื่องฝายกั้นน้ำไม่เป็นไปตามความต้องการต่างจากแบบที่เสนอของบประมาณไปโดยไม่สามารถใช้ประโยชน์ใด ๆ ได้ เพราะการทุจริตของเจ้าหน้าที่ ผู้รับเหมา และคนของหมู่บ้านเอง ลุงหลงบอกว่า 7 เดือนที่อยู่ที่นี่ต้องรู้ทุกเรื่องแน่ ๆ รายละเอียดที่อยากรู้นั้นบอกไม่ได้ให้ศึกษาเอาเอง หลังจากมีอาการมึนผมขอตัวกลับแต่ก็ถูกรั้งไว้ นั่งสักพักผมขอตัวกลับเป็นครั้งที่สอง และแอบเลี่ยงออกมาโดยที่ทายกหลงไม่ทันเห็น กำลังจะก้าวพ้นบ้าน แกร้องเรียกผมเสียงหลง…  “กลับมาก่อน  กลับมาก่อน บัณฑิต” …28 กันยายน 2535

7

ผมคิดเรื่องการสร้างที่อ่านหนังสือพิมพ์อยู่หลายวัน มันเป็นงานที่ ผอ.ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนฝากให้ช่วย ตามโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิต วันนี้เป็นวันแรกที่จะได้คุยเรื่องนี้กับชาวบ้านเพราะเป็นวันพระ ชาวบ้านจะมาพร้อมกันที่วัดมากกว่าการเรียกประชุมผ่านหอกระจายข่าว ผมไปวัดเป็นคนที่สอง ทายกหลงกำลังเตรียมเครื่องขยายเสียง พอหันมาเห็นก็ทักทายว่า “วันนี้จะปราศรัยมั้ย” … หลังพระฉันท์เสร็จผมเตรียมบทเรียนเกี่ยวกับการพัฒนาที่เก็บไว้ตอนไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกของกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องราวของการพัฒนาให้ชาวบ้านอ่าน พออ่านเสร็จแล้วจะมีคำถามให้ชาวบ้านพูดคุยให้ความเห็น รูปแบบคำตอบนั้นมีอยู่แล้วคือโน้มน้าวให้ชาวบ้านมาทำงานพัฒนาร่วมกัน มีคำถามอยู่ 2 คำถาม เมื่อชาวบ้านอ่านเสร็จผมถามคำถามแรกทันที แต่คำตอบทำให้ผมไม่สามารถโน้มน้าวอะไรต่อไปได้อีก หยุดชะงักงุนงงอยู่ตรงนั้น… คำถามข้อแรก… มีคำพูดอยู่ว่า ถ้าผู้ใหญ่ไม่สั่งผู้น้อยก็ไม่ต้องทำ (งานพัฒนา) เห็นด้วยหรือไม่ ผมอ่านคำถามเสียงดัง ชาวบ้านตอบด้วยเสียงอันดังเช่นกันว่า เห็นด้วย “ถ้าผู้ใหญ่ไม่สั่งจะไปทำได้ยังไงข้ามหน้าข้ามตา”…?  คำถามที่สอง การพึ่งตนเองจะทำให้การพัฒนาหมู่บ้านสำเร็จได้ คำตอบก็คือ “ไม่จริง ถ้าทางราชการไม่ช่วยจะสำเร็จได้ยังไง” … 4 ตุลาคม 2535

8

ฝนตกไม่ยอมหยุดติดต่อกันมา 3 วันแล้ว อาการหวัดค่อยยังชั่วขึ้นหลังจากนอนอยู่บนบ้านมา 2 วัน ผมนั่งเขียนโครงร่างสารนิพนธ์จนถึงบ่าย เริ่มครุ่นคิดถึงเรื่องที่มัคทายกหลงเล่าให้ฟังถึงความขัดแย้ง ท่าทีแปลก ๆ และหวาดระแวงของตากับยายที่หนองสะแก  และคำพูดของผู้นำหมู่บ้านที่บอกว่า มีพวกคนจนเป็นพวกดื้อ ไม่ให้ความร่วมมือ ขี้เกียจ และไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วย

ถึงวันนี้กลุ่ม 3 กลุ่มที่กระจายอยู่ในหมู่บ้านนั้นได้เดินสำรวจและสร้างความรู้จักคุ้นเคยจนครบแล้ว ยังขาดกลุ่มที่เรียกว่า “บ้านบน” ที่ตั้งบ้านอยู่แถบตีนเขา เป็นกลุ่มย่อยที่อยู่ในกลุ่มป่าแดง ห่างจากบ้านที่ผมพักอยู่ไปไม่กี่ร้อยเมตร แต่มันคล้ายดินแดนต้องห้าม เพราะไม่เคยเห็นใครที่นั่นเข้าประชุม ไปทำบุญที่วัด หรือร่วมกิจกรรมใด ๆ ซ้ำยังไม่เคยเห็นผู้คนเดินออกมาตามทางดินเล็ก ๆ ที่ตัดลัดเลาะขึ้นไปยังบ้านบนนั้นเลย ตอนเย็นผมจึงตัดสินใจเดินขึ้นไป บ้านที่เรียงรายอยู่ตีนเขานั้นมีประมาณ 10 หลัง คนบนกระต๊อบบางหลังมองผมด้วยสายตาหวาดระแวง ไม่มีใครส่งเสียง ไม่มีคำทักทาย มีเพียงสายตาจับจ้อง ที่ทำให้ผมก้าวเท้าออกไปแต่ละก้าวด้วยความระแวดระวัง มันเหมือนมีแรงบีบคั้นที่หน่วงหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละก้าวที่รุกล้ำเข้าไป ในที่สุดจึงตัดสินใจหันหลังกลับ ขากลับผมปะทะเข้ากับหญิงชราผมขาวยาวพันกันเป็นกระเซิง รูปร่างเล็กแกน หน้าเรียวยาว ดวงตาไร้แววความรู้สึก สวมผ้าถุงและเสื้อเก่าคล้ำ ผมชะงักหัวใจเต้นแรง นึกไม่ถึงว่าแกจะเดินเข้ามาหา “จะไปไหน” แกถาม “เดินเที่ยว” ผมตอบ แกจ้องมองผมอยู่สักพักแล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงต่ำราบเรียบ “ขอเงินบาทนึง ซื้อยาสูบ” แกพูดโดยไม่มองหน้าผมแม้แต่น้อย ผมรู้สึกโล่งใจคาดเดาได้ว่าคนที่นี่ไม่น่ามีอันตราย เพียงแต่กลัวและหวาดระแวงคนแปลกหน้า ผมตอบปฏิเสธเพราะไม่ได้นำเงินติดตัวมา ดูแกผิดหวังและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว มีเสียงบ่นพึมพำระหว่างเดินสวนกันไป…

9

ผมตื่นตะลึงกับการถูกขอเงิน 1 บาท ไม่เชื่อว่าจะมีขอทานอยู่ในหมู่บ้านชนบทเพราะเคยเห็นแต่ขอทานในเมืองหลวง พร้อมไปกับความรู้สึกผิดที่ดันไม่ได้พกเงินติดตัว มีบ้านอีกหลังเด็กชายตัวแคระนั่งเล่นหน้าบ้าน ท่าทางสนใจ จ้องมองมาที่ผมอย่างไม่วางตา ผมเดินเข้าไปหา “นี่มันไม่ใช่เด็กนี่” ใบหน้าเหมือนคนอายุยี่สิบปลาย ๆ รูปร่างไม่สมส่วนผอม โทรม ตาลึก หัวโต พุงโร มีอาการบวมตามลำคอ มีคนหลายคนอยู่บนบ้าน หญิงอายุราว 30  ยายแก่ ๆ และเด็กรูปร่างประหลาดที่ผมเห็นแต่แรก เข้าไปนั่งทักทายแล้วแนะนำตัว ชวนคุยได้สักพักผมก็ถามถึงเรื่องที่เคยได้ยินมา   “ที่นี่น้ำประปาถึงมั้ยครับ”  “ไม่ถึงหรอก” อีกฝ่ายตอบสั้น  “อ้าวแล้วใช้น้ำที่ไหนล่ะครับ”  “น้ำบ่อ ถ้าหน้าแล้งก็ไปเอาที่ศาลาเก่าโน่น ตั้งแต่เขาทำประปานั่นแหละก็ไม่มีน้ำใช้ลำบากมาก ไม่มีเงินต่อท่อเข้าบ้าน ไฟยังไม่มีปัญญาเลย มีกินไปวันวันเท่านั้น” แกพูดอย่างอัดอั้น ศาลาที่ไปเอาน้ำนั้นอยู่ห่างไป 1 กิโลเมตร ตอนหน้าแล้งต้องไปรอน้ำตอนเที่ยงคืน และตี 3 เป็นสองช่วงเวลาที่มีน้ำมากที่สุดที่จะตักมาใช้ได้  หญิงยากจนให้ข้อมูลต่อไปว่า บ่อน้ำบาดาลที่เคยใช้เป็นประจำตรงข้ามบ้านผู้ใหญ่บ้านถูกโบกปูนปิดแล้วต่อท่อสูบไปทำน้ำประปาหมู่บ้าน เพราะเป็นบ่อเดียวที่มีน้ำตลอดปี จากนั้นคนที่บ้านบนก็เหลือน้ำใช้เพียงบ่อเดียวที่มีน้ำเฉพาะหน้าฝน ส่วนหน้าแล้งที่หมายถึงนอกฤดูฝนต้องไปเอาน้ำที่ห่างออกไป1 กิโลบางคนหาบมา บางคนใส่รถเข็น เป็นความคับแค้น และเคืองโกรธในทุกครั้งที่ไปรอน้ำคราวละหลายชั่วโมง…นี่เองที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ผมคิด

10

กลับมาที่บ้านผมนึกไปถึงคำพูดผู้ช่วยไกร ที่เล่าให้ฟังเมื่อหลายวันก่อนว่า น้องอยู่นี่อีกไม่กี่เดือนก็คงได้เห็นเหตุการณ์ เขาต่อต้านผู้ใหญ่บ้าน ตอนนี้พี่ได้ข่าวว่าเขาจะเอากันแล้ว ผู้ใหญ่คงอยู่ได้ไม่นานต้องออกก่อนปลดเกษียน “ถ้าน้องออกไปแล้วกลับมาอีก 6 ปีพ่อผู้ใหญ่จะไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกอยู่ไม่ได้ ต้องย้ายไปอยู่บ้านในโน่น” … 18 ตุลาคม 2535

บทกลอนของนายผี เขียนไว้ว่า

“ตลิ่งคลองสองข้างลำน้ำของ

แม้ยืนมองอยู่ยังคอตั้งบ่า

เขาหาบน้ำตามขั้นบันไดมา

แต่ตีนท่าลื่นลู่ดังถูเทียน

เหงื่อที่กายไหลโลมลงโทรมร่าง

แต่ละย่างตีนยันสั่นถึงเศียร

อันความทุกข์มากมายหลายเล่มเกวียน

ก็วนเวียนอยู่กับของสองฝั่งเอย

กลับวนเวียนอยู่กับงานการพัฒนา

11

ฝนหยุดในวันนี้แต่อากาศยังเย็น หมอกลงคลุมไปทั่ว กระดานบริเวณที่นอนเปียกชื้น ยกเว้นตรงที่วางฟูก ผมนอนอยู่หน้าห้องผู้ใหญ่ เป็นห้องโล่งกว้าง ห้องนี้ใช้กินข้าว ทำครัว นั่งกินเหล้า ดูทีวี บางด้านไม่มีฝา บางด้านมีฝาครึ่งเดียว ผมนอนสัมผัสละอองหมอกไอเย็นและน้ำค้างได้ใกล้ชิด รวมทั้งสัตว์มีพิษอย่างเช่นตะขาบที่บางวันก็มุดเข้ามานอนใต้ผ้าห่มด้วย

ตอนสายผมไปถามเรื่องการทำ จปฐ. กับผู้ช่วยเด่น เพราะแบ่งให้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านไปเก็บข้อมูลมา คำตอบที่ได้รับคือยังไม่ได้ทำ  อารมณ์เริ่มหงุดหงิด พาดไปคุยต่อเรื่องทำที่อ่านหนังสือที่ตกลงกันว่าจะเก็บเงินชาวบ้านทำ ตามที่ได้ประชุมกันไว้ ผู้ช่วยเด่นบอกว่า “ผมว่าเก็บไม่ได้หรอก”  “ทำไมล่ะครับ”  “ไม่มีใครให้หรอก อย่าสร้างเลยเน้อ รอเงิน ส.ส. ดีกว่า” แกพูดต่อว่า “เอาสะพานก่อน ที่อ่านหนังสือมันไม่สำคัญ สะพานมันจะพัง”  ผมเก็บข่มอารมณ์ไว้ ด้วยความโมโหที่ไม่ยอมเห็นดีเห็นงามกับที่อ่านหนังสือ ก่อนผมกลับ ผู้ช่วยเด่นเอ่ยขึ้นว่า “มานี่ก็ให้ได้ผลงานกลับไปสักชิ้นเน้อ”

12

ตอนบ่าย “เกษตรฯ” เข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร นำหนังสือระบุข้อความให้ยืมเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองมาให้ผู้ใหญ่บ้านเซ็น ว่าได้รับเมล็ดพันธุ์ไปเมื่อปีที่แล้ว ผู้ช่วยเด่นคนที่ผมไม่ชอบหน้าเมื่อวาน เดินรี่เข้ามาขอเมล็ดพันธุ์  เกษตรบอกว่า ให้เก็บเงินพันธุ์ถั่วที่นำมาให้ยืมในปีที่แล้ว และนำเงินจำนวนนั้นเป็นกองทุนหมุนเวียนเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ต่อ ผู้ช่วยเด่นบอกว่า แล้วที่เกษตรมีอีกมั้ย (หมายถึงเมล็ดพันธุ์) “ไม่มีหรอก” ตอบเสียงห้วน”  “มีก็ปลูกไม่ขึ้น” เสียงผู้ช่วยเด่นแทรกขึ้น  “ปลูกไม่ขึ้นจะมาขอทำไม ก็ไม่ต้องเอา” “แฮะ ๆ ผมก็พูดไปอย่างนั้น เดี๋ยวไปตรวจหวยก่อน ถูกแล้วจะเลี้ยงเหล้า” “ไม่ต้องเลี้ยงหรอก” น้ำเสียงฉุนเฉียวเต็มที่…19 ตุลาคม 2535

13

ตั้งวงเหล้าร่วมกับแกนนำการพัฒนาบนบ้านนายพัฒน์ ลุงใจดีที่ให้ที่หน้าบ้านทำที่อ่านหนังสือ  วันนี้แกเป็นเจ้าภาพเลี้ยงเหล้าบัณฑิตหนุ่มจากกรุงเทพ ผู้หลงตัวว่ามาทำงานพัฒนาให้ชาวบ้าน การสนทนาวันนี้ทำให้ผมเบิกบานใจ หัวหน้าคุ้ม 2 ตกลงที่จะมาลงแรงทำศาลาในเดือนหน้า  ลุงยกขี้เมาให้เสา 1 ต้น  ทุกคนในวงเหล้ารับปากจะช่วยทำเต็มที่ แต่ก็ไม่วายได้ยินเรื่องความขัดแย้งการทำบัตรสงเคราะห์ที่กลุ่มคนยากจนไม่ได้รับบัตรแต่เข้าใจว่าคนที่ไม่ยากจนได้รับแทน เรื่องไฟฟ้าหมู่บ้านที่ทราบว่าผู้ใหญ่คนก่อนไม่ได้ทำโครงการเดินสายไปยังกลุ่มบ้านบน บ้านอื่นมีไฟฟ้าใช้แต่บ้านบน 10 กว่าหลังไม่มี พวกเขาคิดว่าผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบันที่ตอนนั้นเป็นผู้ช่วยเป็นผู้ขอโครงการและกลั่นแกล้งไม่ยอมให้ไฟใช้…21 ตุลาคม 2535

14

กิ่งอำเภอทองแสนขัน  เป็นวันแรกที่ผมเดินขึ้นอำเภอ หลังจากคุยกับศึกษาธิการ  และพัฒนาการอำเภอเสร็จ ผมก็ตรงไปหาปลัดอาวุโส  เอ่ยเรื่องความขัดแย้งในหมู่บ้าน ปลัดบอกว่าทราบเรื่องนี้อยู่ สาเหตุเกิดจากการทะเลาะวิวาทกันของเยาวชน ผมบอกว่าน่าจะมีสาเหตุอื่นอีก แล้วยกตัวอย่างเรื่องน้ำประปา ปลัดมีท่าทีไม่พอใจบอกว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุป พร้อมกับอธิบายประโยชน์ที่หมู่บ้านมีน้ำประปาใช้  แล้วบอกอีกว่ากลุ่มประชากรที่ขัดแย้งมีเพียงส่วนน้อย ความขัดแย้งมีอยู่ทั่วไปไม่ใช่เรื่องใหญ่โต มองสังคมให้กว้าง  ผมคิดได้ว่าในสายตาของปลัดผมกำลังทำหน้าที่เจรจากับทางราชการเสมือนเป็นตัวแทนของกลุ่มคนยากจนเหล่านั้น  ผมถามเกี่ยวกับเรื่องถนนเข้าหมู่บ้าน ปลัดบอกว่ากระทรวงเกษตรกำลังจะออกกฎกระทรวงยกเลิกพื้นที่ป่าสงวน เพื่อจะได้ตัดถนนเข้ามาได้ ปลัดยังคงถามผมเรื่องความขัดแย้ง ด้วยท่าทีของฝ่ายปกครองที่ระแวงสงสัยที่มาที่ไปของผม…22 ตุลาคม 2535

15

วันแห่งการรอคอยก็มาถึง ผมตื่นเช้าเป็นพิเศษแต่งตัวชุดลุยงานหนัก เดินไปบ้านลุงพัฒน์เห็นกำลังถางหญ้า ผมเข้าไปช่วยถางพร้อมรอคอยผู้ที่จะมาสมทบสร้างศาลานั่งพักและเป็นที่อ่านหนังสือ นายมัดมาเป็นคนแรกมาถึงก็ลงมือรื้อศาลาหลังเก่า ไม่นานวัยรุ่นในหมู่บ้านก็มาช่วยอีกคน ผู้ช่วยไกรมาพร้อมกับกบไฟฟ้า  นายจันตามมา  พ่อผู้ใหญ่ปิดท้าย  เริ่มลงมือได้สักพัก ลุงยกก็แบกเสามา แขกที่ไม่ได้รับเชิญแต่เต็มใจมาช่วยงานส่วนรวมทุกครั้งคือ นายแหนบเด็กวัยรุ่นยากจนที่ใคร ๆ ก็ว่าเป็น “ผีบ้า”  พอใกล้เที่ยงลุงยกไปหามะละกอมาตำกินมีนายแหนบเป็นลูกมือช่วยอย่างใกล้ชิด นายมัดไปเอาข้าวเหนียวที่บ้านมา ผมไปซื้อเกาเหลามาสองถุง ทุกคนกินอย่างมีความสุข รอยยิ้ม และเต็มไปด้วยเสียงกระเซ้าเย้าแหย่ บางคนติ บางคนเสนอความเห็น ในที่สุดศาลาก็เป็นรูปเป็นร่าง  ค่ำนั้นเราดื่มฉลองศาลากันอย่างมีความสุข… 28 ตุลาคม 2535

16

หลังจากทำที่อ่านหนังสือเสร็จ ผมไปรายงานต่อศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ได้รับการต่อว่าต่อขานว่า ที่อ่านหนังสือมาตรฐานต้องมีขนาด 4 คูณ 6 เมตร มีพระบรมฉายาลักษณ์ ธงชาติ ที่แขวนหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะต้องติดป้ายข้อความว่า “ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน”  ไม่ใช่ “แหล่งเรียนรู้” เจ้าหน้าที่ศูนย์ขอให้เปลี่ยนป้ายชื่อมิฉะนั้นจะไม่ได้รับงบประมาณซื้อหนังสือพิมพ์ และบอกให้ผมเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่อย่าตามใจชาวบ้านนัก หลายวันมานี่จึงหมดแรงกายแรงใจ อาการหวัดก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ทั้งที่กินยาจนสมองมึนงงไปหมด  ตอนเย็นพ่อผู้ใหญ่กลับมาจากประชุมที่อำเภอพร้อมกับผู้ใหญ่หมู่ 1 หิ้วเบียร์มาสองขวด ผมเลี่ยงออกไปหาประธานฝ่ายสาธารณสุขหมู่บ้าน คุยกันถูกคอและได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี แกซื้อเหล้าขาวมาให้ดื่ม 1 ขวด ปลากระป๋อง และกลอยนึ่งใส่น้ำตาล กินกับข้าวและแกล้มเหล้าปนกันไป หลังจากกินเสร็จผมนั่งดื่มกับเจ้าของบ้านต่อ แต่ก็รู้สึกสลดยิ่งเมื่อลูกและเมียของแกยกกลอยนึ่งใส่น้ำตาลไปกินต่อ ส่วนปลากระป๋องนั้นผมกินเรียบไม่เหลือ อาหารมื้อเย็นของสองแม่ลูกคือกลอยนึ่งใส่น้ำตาลที่เหลือจากที่ผมกิน ส่วนเหล้าและปลากระป๋องที่ผมกินจนหมดอย่างไม่เกรงใจนั้นก็ซื้อมาด้วยเงินเชื่อจากบ้านผู้ช่วยเด่นที่อยู่ใกล้นั่นเอง… 4 พฤศจิกายน 2535

17

แบบสัมภาษณ์เสร็จแล้ว มีคำถามตั้งแต่เกิด ชีวิตวัยเด็ก เรียนหนังสือ จนกระทั่งปัจจุบัน ตื่นนอนกี่โมง ทำอะไรบ้าง กินอะไร ไปไหนบ้าง เข้านอนเวลาไหน มันระเอียดยิบจนน่ารำคาญถ้าใครจะมาถามผมแบบนี้ แต่ทำไงได้ ผมเดินขึ้นไปบ้านบน เห็นตาสวนนั่งอยู่หน้าบ้าน ในมือถือมีดพร้าเฉือนเล็บตัวเองอยู่ ผมเดินเข้าไปกล่าวทักทาย “ทำอะไรอยู่ครับ” แกยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เผยฟันสองซี่สุดท้ายที่เหลืออยู่ แต่ไม่ตอบอะไร ผมนำแชมพู 10 กว่าซองที่เตรียมไปให้ และงัดบุหรี่มาแจกเด็กชายหน้าตาประหลาดที่เคยพบกันตอนผมเดินขึ้นมาครั้งแรก เขาเดินตามผมมาตั้งแต่เข้าเขตบ้านบน “กรองทิพย์ซะด้วย” เขากล่าวชื่นชมแล้วยิ้มอย่างภาคภูมิ นายคนนี้อายุเท่าผมพิการแต่กำเนิด แขนเหยียดไม่ได้ ขาเสียข้างหนึ่ง และสติไม่ดี หลังจากอัดบุหรี่เข้าเต็มปอดก็หันมาชมว่า “บุหรี่มันนุ่ม” เขาชื่นชมอยู่กับบุหรี่เหมือนได้ของเล่นชิ้นโปรด บนโลกที่มีเขากับของเล่นเพียงลำพัง โดยไม่สนใจว่าผมถามอะไรตาสวนบ้าง แต่เมื่อบุหรี่หมดมวนผมก็เริ่มถูกก่อกวน คำถามที่ผมถามตาสวนนั้นมีผู้ตอบแทนด้วยความสนุกสนาน ตื่นนอนกี่โมงครับ นายนั่นตอบแทนว่า “ตื่นตอนเที่ยง” เล่นเอาตาสวนยิ้มขวยเขินรีบปฏิเสธว่า “ไม่ถึง” การสัมภาษณ์ดำเนินต่อไป นายนั่นเคาะไม้บ้าง เอาคลิปหนีบกระดาษไปเล่นบ้าง ตะโกนโหวกเหวกทักคนที่เดินผ่าน “กินยาอะไรบ้างในแต่ละวัน” ตาสวนตอบว่า กินยาแก้ปวดเป็นซอง นายนั่นแทรกว่า “แล้วยาเส้นล่ะ” เขาเริ่มสนใจการสัมภาษณ์ของผม เมื่อผมถามถึงภรรยาที่ผ่านมาแล้วถึง 9 คน ของตาสวน เขาแสดงความสนใจด้วยการมานั่งตรงหน้าผมหันหลังให้ตาสวน บังตัวตาสวนไว้จนผมต้องโยกตัวคุย เขายังคงนั่งแกว่งขาเล่น ตาจ้องมองมาที่ผมไม่กระพริบ หัวเราะอย่างกับได้ดูการ์ตูนเรื่องโปรดกับคำถามบางคำถาม ผมสัมภาษณ์ได้อีกไม่นานก็ยอมแพ้…

18

กระต๊อบไม้ไผ่ขนาดเท่าเถียงนา ใช้ใบควงแห้งปิดเป็นผนังมีรูให้แสงธรรมชาติรอดผ่านทั่วทุกด้าน ตั้งอยู่ปลายสุดของหมู่บ้านบนตีนเขา ลมพัดเย็นสบาย กะว่าจะนั่งเล่นสักพักก็จะกลับ ไม่นานภรรยาคนที่ 9 ของตาสวนก็กลับมาจากเอาของไปแลกข้าว ตัวเธอผอมแกรน ตาลึกโต ฟันดำ ตัดผมหน้าม้าเหมือนเด็กนักเรียน ผิวเหลืองซีด แต่สิ่งที่สะดุดใจที่สุดคือแววตาที่ไม่เคยผ่านร่องรอยความสุขมาเลยชั่วชีวิต เธอเดินเข้ามากับลูกสาวที่สติไม่สมประกอบ ไร้ความร่าเริง  เกาะแขนแม่ตลอดเวลา เป็นลูกสาวที่แม่บอกกับใคร ๆ ว่า ลูกตัวเองเป็น “ผีบ้า” ไม่ยอมให้ไปโรงเรียน… 27 กุมภาพันธ์ 2536

19

เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนจะได้กลับบ้านแล้ว  วันนี้เป็นวันแรกหลังจากใช้เวลาหลายเดือนที่ผมได้พบผู้นำกลุ่มคนยากจน แกคุยประวัติอันบ้าบิ่นโลดโผนให้ฟังจนผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กไม่ประสาต่อโลกนี้เลย คุยอยู่นานนับชั่วโมงน้องต่างมารดาของลุงศิลาก็เดินมานั่งร่วมด้วย ผมชวนคุยเรื่องฝายกั้นน้ำที่ได้ยินเสียงเล่าลือมานานแล้ว น้องชายลุงศิลาจึงอาสาพาผมไปดู เดินออกไปจากหมู่บ้านขึ้นบนเขาราว 1 กิโลเมตร ก็ได้เห็นฝายเจ้าปัญหานั่นเต็มตา มันเหมือนกับผลงานเด็กที่ไปขโมยปูนเหลือจากผู้ใหญ่มาโบกเล่น สูงไม่ถึงเมตร เทียบแล้วเอากระสอบทรายมากั้นสักสองแถวยังเก็บน้ำได้มากกว่า ตามโครงการที่เสนอไปนั้นฝายนี้สูง 5 เมตร ชาวบ้านระดมความคิดว่าถ้ากั้นน้ำที่ไหลลงมาจากเขาที่ตรงนี้ได้ จะได้แอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถทำการเกษตรได้เกือบตลอดปี แต่สภาพที่เห็นนั้นทำให้นึกไม่ออกเลยว่ามันเป็นโครงการพัฒนาหมู่บ้านไปได้อย่างไร บริเวณที่สร้างฝายนี้เดิมเป็นที่ปลูกข้าวโพดของคนยากจน ผู้ใหญ่มาคุยขอให้บริจาคที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่เมื่อบริจาคไปแล้วกลับไม่มีใครได้ประโยชน์ ชาวบ้านทุกคนรู้สึกว่าถูกหลอก แต่ไม่รู้ว่าใครหลอก อำเภอ ผู้รับเหมา หรือผู้ใหญ่บ้าน… หรือทั้งหมดรวมกัน

20

และวันที่ไม่อาจลืมได้เลยก็มาถึง  ยายนวล คือยายคนที่ขอเงินผม 1 บาทเพื่อไปซื้อยาสูบ วันนี้แกยิ้มแย้มยินดีที่ได้พบผม “นายไม่ไปบ้านยายเหรอ” “นายไปหน่อยนะ ไปถ่ายรูปก็ได้”  “นายจะกลับเมื่อไหร่” แกพูดถี่ยิบ ผมคิดในใจว่ายายจะขออะไรผมอีกล่ะ ก็ที่ผ่านมาไม่เคยสนใจผมเลยนอกจากจะขอเงิน เคยให้สัมภาษณ์ได้สักพักก็บอกปวดหัวไม่อยากคุยแล้ว … แต่แล้ววันนี้กลับเป็นวันที่ทำให้ผมสะท้านใจเป็นที่สุด เมื่อคุยกันได้สักพักนึกขึ้นได้ว่ามีรูปแกที่เคยถ่ายไว้ จึงหยิบมาแล้วเปิดให้ดู “นี่รูปยาย” ผมบอก แกคว้าไปดูนิ่งเงียบ อาการที่เคยรุกรนพลันสงบเฉย น้ำตาซึมออกมาเป็นทางยาว ผมตกใจนึกไม่ถึงว่าแกจะร้องไห้เมื่อได้เห็นรูปตัวเอง “นี่รูปยายเหรอ” แกถามย้ำ น้ำตายังคงไหลพรากอาบแก้ม  …แกไม่เคยส่องกระจกมาเลยและนี่คือครั้งแรกที่ได้เผชิญกับสภาพน่าเวทนาของตัวเองเพราะที่ผ่านมาได้เก็บกั้นมันไว้ตลอดชีวิต…เมื่อมันมาอยู่ตรงหน้าความรู้สึกที่ถูกกดทับไว้ได้พังทลายลง เป็นหยาดน้ำตาที่ไม่อาจปิดอำพรางไว้ได้อีก …การพูดคุยสิ้นสุดลงผมจากมาเงียบ ๆ ปนความเหงา เศร้าซึม ความกระหายในข้อมูลมลายไปสิ้น  2 มีนาคม 2536

21

4 เดือนหลังจากนั้นผมสอบผ่านสารนิพนธ์ไปอย่างราบรื่น เป็นสารนิพนธ์ที่ได้รับคำชมเชย ยกย่องให้เป็นตัวอย่างของการเขียนสารนิพนธ์  ภาพถ่ายและเรื่องราวชีวิตของผู้คนที่ผมเอ่ยถึงข้างต้นยังคงปรากฏในงานสารนิพนธ์ที่วางเป็นหนังสือสำรองถาวร (ห้ามยืม) ในห้องสมุดปรีดีมาจนถึงปัจจุบัน

15 ปีผ่านไปผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าได้ทำอะไรชดใช้หยาดน้ำตาหยดนั้นไปได้บ้าง … อาจเป็นเพราะด้วยเป็นเพียง น้ำตาของ “คนจน” ที่ดาษดื่นและท่วมนอง 25 มกราคม 2551

หมายเหตุ

1.หมู่บ้านที่ผมอยู่หากจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ต้องเดินทางไปที่อำเภอระยะทาง 7 กิโลเมตร เวลานั้นไม่มีโทรศัพท์มือถือ ผมปั่นจักรยานเข้าอำเภอเพื่อไปโทรศัพท์ทุกสัปดาห์

2.“คนชายขอบ” ผมเข้าใจซึ้งทราบกับคำนี้ดี คนจนเหล่านี้ถูกรังแกผลักไสให้ไปตั้งบ้านที่ห่างจากชุมชน เขาหวาดระแวงคนแปลกหน้าเพราะเกรงจะมาตรวจจับ หาความผิดข้อหาตัดไม้ เก็บของป่า และลักลอกปลูกพืชไร่ในเขตป่า คนกลุ่มนี้ไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มีบัตรประชาชน และกว่าจะได้มารวมกันที่ตรงนี้ก็เร่ร่อนเคลื่อนย้ายถูกรื้อไล่มาแล้วหลายครั้งหลายหน

3.ข้าราชการที่ผมสัมผัสด้วยในหมู่บ้าน ล้วนวางท่าใหญ่โต หมิ่นเหยียดและประณามชาวบ้านโดยเฉพาะคนจน พัฒนากรบอกผมว่าอย่าไปฟังมันมากพวกนี้มีแต่เรียกร้องเอาผลประโยชน์ ผมได้ข่าวตำรวจที่จับคนตัดไม้ไปและเรียกขอข้าวสารแทนหากไม่มีค่าปรับ ถ้าไม่มีทั้งสองอย่างก็ขังคุกโดยไม่ทำสำนวนฟ้องศาล

4.ผู้ช่วยเด่นกลับกลายเป็นผู้สะท้อนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านได้อย่างดี  เขาพูดใส่ผมว่า “มานี่ก็ให้ได้ผลงานกลับไปเน้อ” แม้ตอนนั้นจะไม่ยอมรับ แต่วันนี้เมื่อคิดย้อนกลับไปครานั้นผมก็ไม่ต่างจากข้าราชการที่เข้าไปในหมู่บ้านแล้วอยากได้ผลงานโดยไม่สนใจว่าชาวบ้านต้องการหรือไม่

5.เรื่องราวของคนยากจนนั้นรันทด หดหู่กว่าที่ปรากฏในเรื่องนี้หลายเท่านัก คนเหล่านี้ไม่เพียงเผชิญความลำบากทางกายภาพที่โหดร้ายทารุณ เขายังต้องเผชิญกับการทำร้ายจากสังคมรอบข้าง ที่หากเป็นสังคมชนเผ่าไร้ความเจริญ เขาอาจเป็นสุขใจกว่าสังคมที่กำลังพัฒนาอย่างในเวลานี้มากนัก

6.ยายนวลจะหยุดชะงัก แล้วเงียบไปไม่ตอบ ทำให้ผมหงุดหงิดหลายครั้ง แกว่า “ปวดหัว” จำไม่ได้แล้ว ผมมาคิดได้ทีหลังว่า เรื่องที่ถามอาจกระทบความรู้สึกจนไม่อาจรื้อฟื้นมันขึ้นมาได้อีก

7.โครงการที่ทำในหมู่บ้านที่ผมได้รู้สึกตอบแทนคนจนเหล่านี้ และเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจได้มากที่สุดจากการเป็น บอ. คือ การต่อท่อประปาเข้าไปยังกลุ่มบ้านบน โดยพ่อผู้ใหญ่นำเงินกองกลางหมู่บ้านสมทบ 1 พันบาท และครัวเรือนยากจนลงหุ้นกันคนละ 100 บาท ติดมิเตอร์กลางและดูแลเก็บค่าน้ำกันเอง ทุกคนบนกลุ่มบ้านบนมาลงแรงต่อท่อขึ้นไปวันที่ต่อเสร็จและเปิดน้ำใส่ปี๊บที่นำมารองไว้นั้น น้ำใสหยดแรกที่พุ่งออกมาจากก๊อก เรียกเสียงเฮลั่นไปทั่วบริเวณบ้านบน เป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ไม่เคยดังขึ้นเป็นเวลานานแสนนาน

8.รุ่นพี่ บัณฑิตอาสาฯ ถามผมว่าทำวิจัยเรื่องคนจนไม่เบื่อบ้างรึไง ทำให้ผมกลับมาทบทวนหาคำตอบ เรื่องราวเหล่านี้คงเป็นคำตอบได้ชัดเจนว่า ทำไมวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผมจึงเป็นเรื่อง “ความจน

9.ผมเขียนเรื่องนี้ด้วยมุ่งหวังให้ใครก็ตามที่กำลังจะเดินเข้าสู่ชุมชน ได้เห็นความในหลากหลายแง่มุมของชีวิตที่ไม่ได้มีเพียงด้านเดียว อยู่ที่ว่าเราเลือกยืนอยู่จุดไหน ส่วนตัวแล้วก็ขอวิงวอนให้ยืนอยู่ข้าง “คนจน” ถ้าวิทยานิพนธ์เล่มนี้จะเป็นประโยชน์และมีคุณค่าผมก็ขอยกผลงามความดีนั้นให้กับคนยากจนทุกคนที่เป็นวัตถุการของศึกษา- การพัฒนา และถูกนำมากล่าวถึงดุจตัวละคร…

 

เรื่อง: สามชาย  ศรีสันต์ บัณฑิตอาสาสมัคร รุ่นที่ 24

ภาพ: สุกัญญา เศษขุนทด