กาลครั้งหนึ่งบัณฑิตเจอดี-พื้นที่สีแดง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีบัณฑิตจบใหม่ไปเป็นครูอาสาในหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดินแดนแผ่นดินลอยฟ้า ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก บัณฑิตเข้าไปในหมู่บ้านกะเหรี่ยง 7 เดือนคนเดียว พื้นที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีอะไรนอกจากลำธารน้ำใสและสายฝนหลากหลายรูปแบบที่เดินทางเป็นเพื่อนเข้าหมู่บ้านในเดือนกันยายน ปี 2555 พื้นที่แห่งนี้ยังไม่มีบัณฑิตอาสาคนไหนเคยเข้ามาก่อน ทำให้แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านก็งงว่าเด็กในเมืองคนนี้มาทำอะไรในหมู่บ้าน เป็นครูก็ต้องสอนแต่จะมากินมานอนทำไม? ประโยคต้อนรับจากความสงสัยของชาวบ้านเมื่อไปอยู่ได้ไม่กี่วัน “ปิดเทอมแล้วครูมาสอนเด็กทำไม ทำไมไม่กลับบ้าน ไม่คิดถึงบ้านเหรอ?” ประโยคนี้ทำให้บัณฑิตกลุ้มใจในสถานภาพ และต้องคิดหาทางอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจให้ได้ว่า “บัณฑิตอาสาสมัคร เขามาทำอะไรที่นี่”

  

ช่วงเดือนแรกที่มาใหม่ชาวบ้านก็ยังสงสัยในตัวบัณฑิต บัณฑิตก็ยังสงสัยในตัวเอง เพราะตอนที่มาถึงหมู่บ้านโรงเรียนก็ดันปิดเทอม บัณฑิตที่ตั้งใจจะมาสอนจะมาเจอเด็กก็เลยไม่เจออะไรนอกจากโรงเรียนร้าง ครูที่จะเป็นคนดูแลบัณฑิตก็ออกนอกหมู่บ้านกลับภูมิลำเนาแดนอีสานของตัวเอง ทำให้บัณฑิตเคว้งคว้างจนคิดกลอุบายว่าจะทำอย่างไรให้ไม่ต้องมานอนเฝ้าที่โรงเรียนคนเดียวบริเวณท้ายหมู่บ้านที่เปลี่ยวแบบนี้ จนในที่สุดบัณฑิตตัดสินใจเก็บข้าวของไปขอชาวบ้านกะเหรี่ยงคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกันว่าขอไปอาศัยบ้านช่วงที่โรงเรียนยังไม่เปิดเพื่อศึกษาวัฒนธรรมของชุมชน ชาวบ้านก็ตอบตกลงแบบงงๆ โดยเริ่มต้นว่า “ขออยู่สัก 2 อาทิตย์นะ รอโรงเรียนมีเด็กนักเรียนมาเฝ้าอาคารเป็นเพื่อนค่อยไปอยู่โรงเรียน”

อาทิตย์แรกที่ไปอยู่บ้านชาวบ้านนอกจากเขาจะให้ข้าวกินบ้างก็ยังไม่สนิทอะไร เด็กก็ยังกลัว คนแก่ผู้หญิงก็พูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ จะมีได้คุยก็กับชาวบ้านที่เป็นผู้ชายที่จะพูดภาษาไทยคล่องหน่อย บัณฑิตเลยพยายามขออาสาช่วยทำงานในบ้าน ตามไปไร่ไปนู่นไปนี่ที่เป็นงานของคนกะเหรี่ยง เช่น เลี้ยงหมู ไปแบกต้นกล้วย ทำกับข้าว จะได้หายเหงาและเรียนรู้วัฒนธรรม แต่อย่างว่าช่วงที่ไปนั้นฝนตกหนักยังไม่หยุด ลำธารสีเหมือนชานมสภาพคือน้ำป่าดีๆนี่เอง บางครั้งฝนก็ตกทั้งวันทั้งคืนติดกันสองสามวัน ตกเป็นเส้นตรง เป็นละออง เป็นเม็ดหนักหน่วง ความเหงาในช่วงแรกนั้นทำให้บัณฑิตสามารถอ่านวรรณกรรมรัสเซียเล่มหนาจบวันละ 1 – 2เล่มได้เลย  บัณฑิตใช้ชีวิตในบ้านชาวบ้านมองฝนมองฟ้า มองหมอกแล้วก็สงสัย “เรามาทำอะไรที่นี่วะ”

 

และแล้วโชคชะตาก็เข้าข้างบัณฑิต ฝนหยุดตกและมีชาวบ้านกะเหรี่ยงข้างบ้านที่บัณฑิตขออาศัยอยู่ จะไปทำพิธีอะไรสักอย่างในป่า บัณฑิตจึงกระตือรือร้นขอติดตามชาวบ้านไปทำพิธีไหว้ผีนาผีไร่ในพื้นที่ปลูกข้าวไร่ของพะตี้(ลุง) ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดพิธีกรรมช่วงปลายฤดูฝน พะตี้ข้างบ้านก็บอกว่า “วันนี้ ฝนหยุดตก ต้องเดินทางไปไหว้ผีขอขมาที่ผีไร่ผีนา เพื่อไม่ให้ข้าวที่ออกรวงเสียหาย จะได้เก็บได้ดี”

หลังจากนั้นสมาชิกในครอบครัวพะตี้ ทั้งเมีย ลูกเล็ก เด็กแดง หลานเหลน ต่างพากันเตรียมข้าวของเพื่อไปทำพิธีในไร่นาด้วยความน่าสนใจบัณฑิตจึงขอพะตี้ติดตามไปด้วย และจะช่วยเหลือในการช่วยถือของต่างๆเดินทางไปทำพิธี ซึ่งก็จะมีเหล้าต้ม ไก่เป็นๆตัวผู้ 1 ตัว ตัวเมีย 1 ตัว มัดใส่ชะลอม ผู้หญิงกะเหรี่ยงก็จะแบกลูกมัดไว้กับหลัง เด็กเล็กๆเดินบ้างวิ่งเล่นไปสนุกสนาน บรรยากาศการเดินทางเหมือนว่านอกจากไปทำพิธีก็ไปเก็บผักเก็บหญ้าฟักแฟง ทำนาทำไร่ แล้วก็ไปกินข้าวกลางวันที่กระท่อมปลายนาเลยในวันนั้น

ด้วยความที่บัณฑิตเห็นว่าแม่ๆ(อาโม)คนกะเหรี่ยงต้องแบกลูกน้อยเดินทางไกล บัณฑิตจึงขออาสาช่วยถือไก่ตัวผู้ตัวเมียในชะลอมที่จะเอาไปทำพิธีไหว้ผีให้ เส้นทางเดินจากหมู่บ้านไปไร่ข้าวนั้น ก็ใช่ว่าจะง่ายดายราบเรียบ นอกจากเต็มไปด้วยดินโคลนในสภาพฤดูฝน ยังต้องบุกป่าฝ่าดง ข้ามสะพาน(ไม้ไผ่พาด)ห้วยน้ำเชี่ยวขุ่นเป็นช่วงๆ ระหว่างทาง บัณฑิตผู้ไม่คุ้นเคยกับการเดินป่าทำไร่ทำนาจึงมีสภาพการเดินทางต้องระวัง บัณฑิตเดินได้ช้ารั้งท้ายขบวน การเดินไปไร่นาภาพในหัวของบัณฑิตคือไม่ไกลใกล้ๆบ้าน ความจริงคือระยะทางห่างจากบ้านเกือบ 5 กิโลเมตร แถมทางขรุขระรกชัฏเต็มไปด้วยโคลนเหนียวหนืด แต่สภาพบรรยากาศระหว่างทางก็ทำให้บัณฑิตเบิกบานใจ “เขียวขจีแม้จะเหนื่อยแต่ก็คุ้มที่ได้เห็นบรรยากาศแบบนี้”

แต่ช่วงหนึ่งของเส้นทางไปนั้น เป็นช่วงทางเดินแคบๆสูงๆที่เป็นคันนา ซึ่งสภาพเป็นโคลนลื่นและตกลงไปก็จะเป็นร่องธารน้ำไหลจากห้วยการเดินลำบากและความไม่เคยชินทำให้บัณฑิตลื่นล้มหัวขมำตกลงไปร่องนา ชาวบ้านลูกเล็กเด็กแดงเห็นก็พากันขำหัวเราะบัณฑิตที่ตัวเปื้อนเลอะโคลน บัณฑิตรีบลุกและเดินต่อไปและดีใจที่ว่าไก่ยังอยู่ในชะลอมไม่ได้หลุดหนีไปไหน

ในที่สุดก็ถึงไร่นาที่จะทำพิธีไหว้ผี บัณฑิตส่งไก่ที่แบกมาให้พะตี้(ลุง)ที่เป็นพ่อหมอผีนำพิธีกรรม แต่แล้วพ่อหมอก็ทำหน้าตาปะหลาดพูดภาษาที่บัณฑิตฟังไม่รู้เรื่องกับครอบครัวที่เดินมาด้วยกัน สักพักพะตี้ถือย่ามแล้วบอกว่าต้องเดินกลับบ้านรอแปปนึง แปปนึงของพะตี้นั้นนานเกือบ 1 ชั่วโมง ไม่นานพะตี้เดินกลับมาพร้อมไก่ตัวผู้ 1 ตัว บัณฑิตเลยถามว่า

บัณฑิต : “พะตี้ หายไปไหนมาต้องใช่ไก่เพิ่มอีกหรอ ไปเอาไก่นี่เอง”

พะตี้ : “ฉันไปหาไก่ตัวผู้ที่ยังเป็นๆ ไก่ที่เธอถือมาด้วย มันตายทำพิธีไม่ได้ ต้องไปหาไก่มาใหม่และต้องเป็นไก่ที่เลี้ยงไว้ทำพิธีเท่านั้น”

           

ประโยคที่พะตี้บอกบัณฑิตทำให้บัณฑิตหน้าชาและรีบกล่าวขอโทษขอโพยแทบไม่ทัน บัณฑิตระลึกได้ถึงเหตุการณ์ตอนล้มที่คันนาแม้จะคว้าไก่ไว้ได้แต่ดันทับไก่คอหักตาย ด้วยความไม่รู้ว่าต้องใช้ไก่เป็นๆมาทำพิธี บัณฑิตเลยไม่ได้บอกชาวบ้านที่กำลังขำหัวเราะบัณฑิตที่เลอะเทอะเปรอะโคลน แต่ดันคิดในใจแบบแง่ดีว่า “อย่างน้อยเราก็ช่วยให้เขาไม่ต้องทำบาปฆ่าไก่ เพราะเราฆ่าให้แล้ว”

พะตี้เห็นบัณฑิตไม่สบายใจชาวบ้านที่มาด้วยต่างขำขันและพูดภาษากะเหรี่ยงเรียกบัณฑิตว่า “นอพาโด หรือสาว(ตัว)ใหญ่” หลังทำพิธีเสร็จก็เอาไก่ที่ทำพิธีมาทำอาหารกินกันล้อมวงกินข้าวในกระต๊อบปลายนา และเอาไข่หนึ่งฟองมัดมือเรียกขวัญให้บัณฑิตที่ทำผิดผี พะตี้ขำขันและก็เล่ารายละเอียดการทำพิธีไหว้ผีให้ฟังว่าทำไมต้องทำ ทำไมคนกะเหรี่ยงถึงนับถือผี จากที่เด็กๆกลัวบัณฑิต ผู้หญิงไม่ค่อยกล้าคุยกับบัณฑิตก็เริ่มจะมีการคุยมากขึ้นและแซวเรื่องความซุ่มซ่ามของบัณฑิต สุดท้ายเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้บัณฑิตเป็นที่เลื่องชื่อในหมู่บ้าน ใครๆในหมู่บ้านกะเหรี่ยงแห่งนี้ก็รู้จัก “นอพาโด ผู้ทับไก่คอหักตาย” บัณฑิตที่หงอยเหงาในหมู่บ้านกลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน แถมไปไหนชาวบ้านก็ชวนคุยด้วยและถามคำถามมากมายที่สงสัยในตัวบัณฑิต ทำให้เขาได้มีโอกาสอธิบายการมาของเขา เหตุการณ์ในป่าดิบห่างไกลโพ้นจึงเริ่มมีความสุขมากขึ้น เมื่อบัณฑิตมีเพื่อน มีความมั่นใจผลพลอยได้คือ ทำให้เขารู้ว่าเขาจะใช้โอกาสนี้ทำอย่างไรเพื่อเรียนรู้ชุมชน ชีวิตคนอื่น เพื่อสุดท้ายบัณฑิตจะได้เรียนรู้จักตัวเอง

ตอนจบของเรื่องนี้บัณฑิตก็สามารถใช้ชีวิตครบ 7 เดือน โดยการค่อยๆเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้าน บัณฑิตไม่ใช่เพียงแค่เป็น “บัณฑิตอาสา” ในนิยามของผู้จบการศึกษามาสั่งสอนหรือมาช่วยเหลืออะไรแก่ชาวบ้านในชุมชน แต่บัณฑิตในนิยามที่เขาเรียนรู้นี้ คือเป็นคนที่เข้ามาด้วยความไม่รู้และเรียนรู้สิ่งต่างๆทั้งดีและไม่ดีในพื้นที่แห่งนี้ช่วงหนึ่ง คิดถึงเขาคิดถึงเรา พยายามเข้าใจในความหลากหลายแตกต่างมากขึ้น และสิ่งนี้ทำให้บัณฑิตเหมือนได้เรียนจบมหาลัยชีวิตอีกใบที่เขาไม่เคยได้จากการศึกษาที่เขาจบมามาเลยตลอดเกือบ 20 ปี

ปล.หมู่บ้านทีจอชี ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก อดีตเป็นพื้นที่สีแดง คือเป็นพื้นที่คอมมิวนิสต์ในจังหวัดตาก พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และทำให้ชาวบ้านมีความผูกพันกับนักศึกษาที่หนีเข้าป่า และจำได้ว่านักศึกษาธรรมศาสตร์ช่วงที่หนีเข้าป่า ปี 2519มีใคร ชื่ออะไรบ้าง แต่ความทรงจำครั้งนั้นไม่เคยเปิดเผยหรือพูดถึงมากในช่วงแรกเพราะอาจกระทบใจในบางเรื่อง แต่เมื่อมีนักศึกษาธรรมศาสตร์ (ข้าพเจ้า) เข้าไปอีกครั้งในปี 2555 และได้อยู่สักระยะเริ่มสนิทสนมคุ้นเคยที่จะพูดถึงความรู้สึกต่อเหตุการณ์ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อีกเล่มที่ไม่ได้บันทึกถ้อยคำพวกเขาลงในหนังสือของคนใด ขอบคุณชาวบ้านทีจอชี หม่องกั๊ว และที่อื่นๆ โดยเฉพาะอาปาจอวาเอ มะทีเข่ พะตี้ หรือสหายในหมู่บ้านอื่นๆในตำบลแม่จันอีกหลายคน ที่ทำให้นักศึกษาคนนี้ได้เปิดมุมมองประวัติศาสตร์จากปากคำของ “เหล่าสหายในป่าอุ้มผาง”

    เรื่องและภาพ : ศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ บัณฑิตอาสาสมัคร รุ่นที่ 44