ห้วยวังก้านเหลือง กับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป

“ห้วยวังก้านเหลือง” เป็นลำห้วยขนาดใหญ่ไหลลงสู่ลำน้ำอูนอยู่ในเขตพื้นที่บ้านสนามบิน ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร บริเวณริมฝั่งลำห้วยมีต้นไม้น้อยใหญ่เกิดขึ้นปะปนกันไปรวมถึง “ต้นก้านเหลือง” ซึ่งมีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ จัดอยู่ใน Family Ruviaceae เช่นเดียวกับต้นกระทุ่มชนิดอื่นๆ มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Nacleau orientalis L. เป็นต้นไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ จัดเป็นต้นไม้ผลัดใบ ใบของต้นก้านเหลืองมีลักษณะยาวรี ปลายใบมน ใบกว้างประมาณ 3-4 นิ้ว ยาวประมาณ 8-10 นิ้ว เกิดเป็นคู่เคียงกัน ที่โคนก้านใบแต่ละใบจะมีหูใบเป็นแผ่นเล็กๆติดอยู่ 1 คู่ ใบเหนียวทนนาน เนื้อไม้ละเอียดสีเหลืองสด เนื่องจากต้นก้านเหลืองเป็นไม้ยืนต้นที่มีคุณภาพดีสีสวยจึงเป็นต้นไม้ที่นิยมนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างบ้านเรือนและทำเป็นเครื่องตกแต่งบ้าน และพื้นที่บริเวณนี้มีต้นก้านเหลืองมากเป็นพิเศษ ชาวบ้านจึงใช้ชื่อเรียกว่า “ห้วยวังก้านเหลือง”

เรื่องเล่าของห้วยวังก้านเหลือง

เมื่อถึงฤดูน้ำหลากปลาจากลำน้ำอูนจะว่ายมาตามสายน้ำ เช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาค้าว ปลาตอง  ปลากด ปลากะแยง ปลาหมอ ปลาชิว ปลาฉลาด ปลาอู ปลาขาว ปลาหน้าหมอง ปลาคุยลาม ปลาอิไท ปลาสะแงง ปลาเซือม  ปลาหลด ปลารากกล้วย ปลาไหล กบ เขียด กุ้งฝ่อย ปู หอยกับกี่ หอยจูบ เหนี่ยว และแมงตับเตา ห้วยวังก้านเหลืองจึงเป็นแหล่งอาหารสำคัญของชาวบ้านพื้นที่ใกล้เคียง และยังเป็นแหล่งน้ำบริโภคของสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย สมัยก่อนชาวบ้านได้ทำข้อตกลงกันระหว่างชาวบ้านที่นำสัตว์เลี้ยงไปเลี้ยงและเจ้าของที่นาที่อยู่ในบริเวณรอบห้วยวังก้านเหลือง โดยให้ห้วยวังก้านเหลืองเป็นแหล่งน้ำบริโภคของสัตร์เลี้ยง ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่นำสัตว์เลี้ยงไปเลี้ยงจะเป็นชาวบ้านโคกสะอาดและบ้านสนามบิน นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านแสนพันและบ้านบ่อพังแคน ที่นำสัตร์เลี้ยงมาเลี้ยงในบริเวณห้วยวังก้านเหลืองแต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก ชาวบ้านที่นำสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นคนในหมู่บ้านที่มีความคุ้นเคยกับพื้นที่แห่งนี้ และลักษณะนิสัยของสัตว์เลี้ยงหากเคยกินหญ้าที่ใดก็มักจะกลับมากินหญ้าที่เดิม โดยรวมแล้วในหมู่บ้านมีควายจำนวนประมาณ 200 ตัว และวัวมีจำนวนประมาณ 100 ตัว

                                                        

“สมัยแต่ก่อนบ่มีงานเฮ็ดคือคู่มื้อนี้ มีแต่ไปเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย” (นายเกษม นาโควงค์ อายุ 54 ปี)

“เลี้ยงไว้ขาย วัวควายสมัยแต่ก่อนโตละ 6 บาท โตหนึ่งกะชื้อนาได้แล้ว 10 กว่าไร่” (นายวิงวอน ลิวงสา อายุ  68 ปี)

ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่  และเลี้ยงวัว ควาย  จะไม่ค่อยมีคนออกไปทำงานนอกหมู่บ้านหรือต่างจังหวัด การเลี้ยงวัวควายเพื่อใช้ไถนาและเลี้ยงเพื่อขาย อตีดราคาของวัว ควาย ตัวละ 6-7 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงพอสมควร นายวิงวอน  ลิวงสา ได้เล่าว่าเมื่อก่อนตนขายวัวกับควายตัวละ 6 บาท ซื้อที่นาได้ 10 กว่าไร่ ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวปัจจุบันยังไม่ได้ขายยังคงใช้ปลูกข้าว ทุกเช้าชาวบ้านจะออกจากบ้านไปเลี้ยงวัวกับควายที่ป่าโคกต่างๆ โดยนำเอาข้าวสุกกับน้ำและอุปกรณ์จับปลาติดตัวไปด้วย เพื่อจะได้ใช้จับปลาที่ห้วยวังก้านเหลืองและนำมาประกอบอาหารกินช่วงตอนกลางวัน บ้างก็หา กุ้ง หอย ปูนา และกบ เพื่อนำกลับมาเป็นอาหารเย็น นอกจากนี้ยังมีต้นไผ่ชาวบ้านก็จะหาหน่อไผ่กลับไปด้วย ห้วยวังก้านเหลืองจึงเป็นแหล่งหาอาหารสำคัญของชาวบ้านสนามบิน บ้านโคกสะอาด บ้านแสนพัน บ้านบ่อพังแคน และบ้านคำกั้ง

“กะหาตามลำห้วย หาปู หาปลา ตำแจ่ว ได้ผักหวาน ดอกกระเจียว เอามาแกงสับๆแล้วกะเอามารวมกันแล้วกะแกงใส่ใบตองกุง ใส่ปลาแดก ใส่เกลือลงไปแล้วกะห่อใบตองกุงเอาไม้หนีบ หาไม้มาเฮ็ดเป็นคือเสาสองข้าง แล้วกะเอาไม้ที่หนีบใบตองกุงที่มีผักหวานมีปลาอยู่ข้างในเอามาค้างไฟจนมันสุก กะกินตอนไปเลี้ยงวัว เลี้ยงควายเลย ห่อข้าวไปกินนำ ขี้ค้านมาเฮือนมันไกล” (นายวิงวอน ลิวงสา อายุ  68 ปี)

เมื่อจับปลาได้ก็ก่อกองไฟเพื่อทำอาหารกลางวัน ซึ่งจะเตรียมเครื่องปรุงมาจากที่บ้าน เช่น พริก ปลาร้า เกลือ ผักหวาน และดอกกระเจียว  หลังจากนั้นก็นำใบตองกุงมาห่อเป็นหมก โดยจะห่อใบตองกุงหลายชั้นเพื่อให้มีความหนาอาหารจะไม่ไหม้แล้วนำไม้มาหนีบ ต่อด้วยการนำไม้มาตั้งเป็นเหมือนเสาทั้งสองข้าง รอจนอาหารสุกก็จะกินข้าวตรงที่เลี้ยงวัว ควาย

 ปัจจุบันของห้วยวังก้านเหลือง

                                             

ปัจจุบันห้วยวังก้านเหลืองมีขนาดแคบลงและตื้นเขิน ซึ่งในอดีตเมื่อเดินลงไปในห้วยวังก้านเหลืองน้ำจะท่วมตัว แต่ปัจจุบันระดับน้ำอยู่แค่ระดับเอวหรือหน้าอกสาเหตุที่ทำให้ตื้นเขินไม่แน่ชัด นอกจากนี้พันธ์ปลาที่เคยมีหลายชนิดปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ชนิดที่มาจากลำน้ำอูนในช่วงฤดูน้ำหลาก พันธ์ุปลาที่ยังคงเห็นอยู่ก็จะมี ปลาหน้าหมอง ปลาหมอ ปลาซ่อน ปลาดุก ปลาอิไท ปลากด ปลากะแยง ปลาเซือม ปลาฉลาด ปลาหลด ปลารากกล้วย ปลาไหล แมงตับเตา กุ้ง หอย ปู เขียด และกบ ซึ่งมีจำนวนไม่มากเหมือนในอดีต ชาวบ้านบอกว่าสาเหตุที่ทำให้พันธ์ุปลาและจำนวนปลาที่มาจากลำน้ำอูนลดน้อยลงเกิดจากที่สร้างฝายกั้นน้ำด้วยปูนซีเมนต์ที่ปากแม่น้ำทำให้ผิดจากธรรมชาติหรืออาจกีดขวางเส้นทางน้ำของปลาทำให้จำนวนปลาลดน้อยลง ชาวบ้านจึงได้หารือกันว่าจะทำฝายกั้นน้ำใหม่โดยจะใช้ไม้ทำให้สอดคล้องกับธรรมชาติปลาจะได้สามารถว่ายน้ำมาวางไข่และมีจำนวนปลาเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ต้นไผ่ที่เคยมีได้ถูกทำลายโดยคนที่มีที่ดินติดกับห้วยวังก้านเหลือง สาเหตุที่เอาต้นไผ่ออกเนื่องจากว่ารกพื้นที่ของตน ทำให้พื้นที่รอบห้วยวังก้านเหลืองไม่เหลือต้นไผ่ให้ชาวบ้านได้หาหน่อไผ่อีกต่อไป ปัจจุบันนี้ต้นไม้ใหญ่รอบห้วยวังก้านเหลืองถูกตัดขายให้กับโรงงานไม้ที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้าบ้านหนองลาด หลงเหลือเพียงตอไม้ขนาดใหญ่ที่ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า และยังเหลือต้นไม้ที่มีขนาดเล็กจำนวนไม่กี่ต้นเท่านั้น ช่วงฤดูร้อนหรือฤดูแล้งน้ำในห้วยวังก้านเหลืองก็จะแห้งเห็นเพียงแต่ผิวดินที่มีสีแดงออกส้มแล้วกิ่งไม้ขนาดเล็กและใบไม้ที่แห้งร่วงหล่นลงสู่ผิวดินเท่านั้น

เมื่อโรงงานน้ำตาลจะเข้ามา…พื้นที่วังก้านเหลือง และ วิถีชีวิตเป็นอย่างไร?

เมื่อปี 2551 ในสมัยนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อนุมัติให้ย้ายโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาตั้งอยู่ที่บ้านสนามบิน ตำบลอุ่มจาน จังหวัดสกลนคร ช่วงปี 2557 จึงมีนายหน้าเข้ามาหาซื้อที่ดินบริเวณบ้านสนามบินและบริเวณรอบๆพื้นที่ติดลำห้วยวังก้านเหลืองอีกฝั่งนั้นต้นไม้ได้ถูกตัดออกไปหมดแล้ว กลายเป็นพื้นที่มีแต่หญ้าขึ้นเท่านั้นและมีการปักหลักเขตแดนเป็นเขตพื้นที่ส่วนบุคคลห้ามคนภายนอกเข้า ส่งผลให้ชาวบ้านบางส่วนที่เคยนำสัตว์เลี้ยงไปเลี้ยงในบริเวณห้วยวังก้านเหลืองไม่สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปเลี้ยงได้เพราะกลัวสัตว์เลี้ยงของตนเองจะเข้าไปในเขตพื้นที่ของโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล และยังโดนสั่งห้ามไม่ให้นำสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงในบริเวณดังกล่าวเนื่องจากกลัวว่าสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านไปทำลายหลักเขตแดนส่วนอีกฝั่งยังมีต้นไม้แต่ไม่มากนัก

“เดี๋ยวนี้เขาบ่ให้เอาวัวควายไปเลี้ยง เขาว่าเดี๋ยวสิไปเหยียบหลักหั้วเขา จักสิไปเลี้ยงไสแล้ว คือพวกผมนี้ กะไปทางพี้โซนตะวันออก ลงทุ่งมน แต่ก่อนกะเลี้ยงหม่องนั้นตอนยังน้อย แต่มันไกล 4-5 โลพุ่น ไปนี้มันกะบ่ไกลประมาณ 3-4 โล” (นายวิงวอน ลิวงสา อายุ 68 ปี)

เนื่องจากไม่สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปเลี้ยงที่บริเวณรอบห้วยวังก้านเหลืองได้ จึงทำให้ชาวบ้านต้องหาที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงใหม่ที่ไกลกว่าเดิม จากเดิมที่ห่างจากตัวหมู่บ้านเพียงแค่ 3-4 กิโลเมตร ต้องห่างออกไปจากตัวหมู่บ้าน 4-5 กิโลเมตร การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านไม่เพียงแค่เป็นวิถีชีวิตที่สืบทอดต่อมาจากบรรพบุรุษเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนกับส่วนหนึ่งในชีวิตของคนในชุมชนไปแล้ว เพราะเงินที่หาได้ในยามขัดสนก็มาจากการขายวัวควาย ซึ่งปัจจุบันวัวมีราคาสูงถึงตัวละ 20,000 บาท ส่วนควายยิ่งมีราคาที่สูงกว่าตกตัวละ 25,000-30,000 บาท นอกจากจะขายได้เงินแล้ว มูลของสัตว์เลี้ยงยังใช้ประโยชน์โดยการนำไปใส่ที่นาเป็นปุ๋ยให้ข้าวที่ปลูกมีความอุดมสมบูรณ์

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงคนที่เลี้ยงสัตว์เท่านั้น ยังส่งผลกับคนที่หาปลาในห้วยวังก้านเหลืองอีกด้วย จากที่เคยไปหาปลานำมาประกอบอาหารและนำปลาไปขายก็คงไม่สามารถเข้ามาจับปลาในบริเวณห้วยวังก้านเหลืองอย่างที่เคยจับ นอกจากนี้ชาวบ้านยังกังวลอีกว่าหากตั้งโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลแล้ว น้ำเสียจากโรงงานน้ำตาลและโรงงานไฟฟ้าชีวมวลจะถูกปล่อยลงสู่ห้วยวังก้านเหลือง น้ำห้วยวังก้านเหลืองจะไหลลงไปสู่ลำน้ำอูนซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญอีกสายของคนในจังหวัดสกลนคร รวมถึงการก่อสร้างขนาดใหญ่อาจทำให้ห้วยวังก้านเหลืองถูกถมด้วยดิน ส่งส่งผลให้ลำน้ำสายนี้จะหายไปในอนาคต

หมายเหตุ: ผู้ให้ข้อมูล

  1. นาย วิงวอน ลิวงสา อายุ 68 ปี บ้านแสนพัน  ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร , สัมภาษณ์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2560
  2. นาย เกษม นาโควงค์ อายุ 54 ปี บ้านโคกสะอาด ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร , สัมภาษณ์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2560   
เรื่องและภาพ: พนมวรรณ นามตาแสง บัณฑิตอาสาสมัคร รุ่นที่ 50